จดหมายออนไลน์ เปิดผนึก ถึงฟรีดา คาห์โล

ถึงฟรีดา … เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่นั่นไม่ได้สำคัญ วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเธอ ซึ่งถ้าเธอยังมีชีวิตอยู่ ฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า ผู้หญิงที่อายุครบ 108 ปี ในวันที่ 6 กรกฏาคม ซึ่งอยู่กับความเจ็บปวดแต่ก็สวยงามในเวลาเดียวกัน มาทั้งชีวิต จะต้องอึดและเหนื่อยขนาดไหน

DSC04743DSC06924

แม้นักวิจารณ์ หรือคนที่เคยดูหนัง ซึ่งทำจากชีวิตจริงของเธอ รวมไปถึงผู้คนในแวดวงศิลปะ จะยกให้เธอเป็นสุดยอดแห่งศิลปินหญิงในศิลปะยุคเม็กซิกันเรอเนซองส์ (1920-1950) กับความแกร่งและทนทาน ที่สามารถแปลงความเจ็บปวดจากความสัมพันธ์และปัญหาสุขภาพ เผยมันออกมา ให้เป็นความสวยงามได้อย่างน่าอัศจรรย์บนผืนผ้าใบ ซึ่งสำหรับฉันแล้ว คำพูดเหล่านั้น เป็นเพียงคำสรรเสริญชื่นชมในผลสำเร็จ แต่ในระหว่างทางล่ะ คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเธอหรอกว่า ทุกตารางเซนติเมตรของการเดินทางภายในจิตใจตัวเอง เพื่อเล่าเรื่องชีวิตจริงผ่านผลงานภาพวาดเหล่านั้นออกมา มันต้องใช้พลัง และการต่อสู้กับตัวเองขนาดไหน เพราะการที่คนๆ หนึ่ง มีทั้งบาดแผลจากอดีต เจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และไหนจะความกลัวต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึงอีก ฉันเชื่อ ว่าสำหรับเธอ มันไม่ง่ายเลยจริงๆ และถ้าใช้เวลาในการสังเกตทุกรายละเอียดบนภาพวาดของเธอให้มากพอ เราจะสังเกตเห็นได้ถึงความทุกข์ทรมานผ่านแสงเงา ลายเส้น และสัญลักษณ์ของความเจ็บปวด ที่เธอนำมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา และจริงใจสุดๆ ซึ่งความเจ็บปวดในทุกช่วงชีวิตเหล่านั้น มันไม่เคยถูกแปลง หรือหายไปไหน อย่างที่ใครคิดเลย แต่มันยังคงอยู่บนผืนผ้าใบ แผ่นโลหะ และแผ่นกระดาษ ที่เธอวาดนั่นละ โดยมีเสียงสนับสนุนชื่นชมจากสามี และคนภายนอกที่คอยย้ำเตือนกับเธอว่า ‘ฟรีดาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ’ เพราะแม้ขนาดพิการ นอนดามเหล็กอยู่ที่หลัง เธอก็หาวิธีวาดรูปของเธอจนได้ ซึ่งฉันมองว่า คำสรรเสริญที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น คือน้ำหล่อเลี้ยงบ่อเดียวที่ทำให้เธอยังมีชีวิตอยู่ ในสมัยนั้น เพราะโลกของความโดดเดี่ยวในแบบที่ฟรีดา คาห์โล ใช้อยู่นั้น มันว้าเหว่ เจ็บปวด และทรมาน

“I paint self-portraits because I am so often alone .. because I am the person I know best”

  -Frida Kahlo-

         

ด้วยความศรัทธาและระลึกถึง

 -365 days storyteller-


 

mexico citymexico city

หลายปีก่อน ฉันดูหนัง FRIDA (2002) ที่ทำจากชีวิตจริงของฟรีดา คาห์โล ศิลปินหญิงชาวเม็กซิกัน ซึ่งจากครั้งนั้นเอง ฉันมักตั้งคำถามทุกครั้งที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ซ้ำ ว่า ‘ทรมานขนาดนี้ มีชีวิตอยู่ได้ยังไง’ และนั่นคือเหตุผลแรกที่ทำให้เม็กซิโกกลายเป็นหนึ่งในประเทศ ที่ฉันนึกอยากไปอยู่ตลอด เพราะความยาวของหนัง ประมาณสองชั่วโมง เป็นเพียงการนำเรื่องราวในชีวิตจริงของเธอมาสรุปจากมุมของคนเขียนบทและผู้กำกับ ซึ่งไม่พอที่จะทำให้ฉันรู้จักแม้สักครึ่งหรือค่อนของตัวตนฟรีดา ที่เป็นจริงๆ ได้ จนเมื่อช่วงใกล้วันเกิดของฉันที่ผ่านมา ฉันรับงานเขียนและงานถ่ายวิดีโอไว้เยอะมาก พอใครถาม ฉันก็จะบอกเขาว่า ‘จะเก็บตังค์ไปหาฟรีดา’ กระทั่งจนก่อนวันเกิด สองวัน ฉันออกเดินทางไปเม็กซิโก ด้วยเส้นทางบินที่อ้อมโลกมาก เพราะฉันดันตกเครื่องบินจากเหตุผลที่ไร้สาระสุดๆ เลยต้องหาเที่ยวบินใหม่ ที่พอจะหาได้ ในเวลานั้น

DSC02740
Museo Frida Kahlo – Coyocan city (ห่างจากเม็กซิโกซิตี้หนึ่งชม.โดยประมาณ ด้วยอูเบอร์)
DSC02564
หลังบานกระจกบนบ้านชั้นสองคือพื้นที่ทำงาน และห้องนอนของฟรีดา ที่หลอดสีใช้แล้วยังคงถูกบีบค้างไว้

DSC02553

video guide พกพาพร้อมเฮดโฟน ชอบเสียงของคนบรรยายมาก ฟังไป ก็เหมือนเห็นฟรีดากำลังเดินอยู่ในบ้านไป

ที่บ้านหลังสีน้ำเงินของฟรีดา ในเมือง Coyocan  ซึ่งห่างจากเม็กซิโกซิตี้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ด้วยรถแท็กซี่อูเบอร์ ซึ่งสี่ปีภายหลังจากการตายของฟรีดา Diego Rivera (ดิเอโก ริเวรา) สามีของเธอ ได้ยกบ้านหลังนี้ ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ Museo Frida Kahlo ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ การเดินอยู่ในบ้านที่เป็นทั้งที่เกิด ที่เติบโต และที่ตายของฟรีดา โดยมีเสียงใครคนหนึ่งจากเฮดโฟนที่เสียบต่อเข้ากับ video guide พกพา ค่อยๆ อธิบาย และนำทางพาฉัน ไปรู้จักกับทีละห้องในบ้านของเธออย่างละเอียด ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเธอยังไม่ตายจากไปไหน และหลายช่วง ที่แม้เสียงนั้นจะพูดยังไม่ทันจบประโยค ฉันก็ต้องรีบกด pause เอาไว้ เพราะอยากใช้ความรู้สึกในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่นักท่องเที่ยว เพื่อทำความเข้าใจในสิ่งที่เธอเป็นและรู้สึก โดยสมมติว่าแต่ละสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงกับเธอในบ้านหลังนี้ ไม่ว่าจะตอนที่เธอกำลังมีความสุข หรือกำลังทุกข์ทรมานที่สุดอยู่ก็ตาม มันกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าของฉันในตอนนี้ ซึ่งฉันพบว่า ฟรีดาเป็นผู้หญิงที่เกิดมา เพื่อใช้ชีวิตในการเอาตัวรอดจริงๆ และเธอก็ก้าวผ่านความอายและความกลัวของตัวเองมาได้อย่างฉลาด และมีศิลปะ

เจ็ดขวบ คือช่วงอายุที่ฟรีดาพบว่าตัวเองเป็นโปลิโอ โดยขาข้างขวาของเธอ ลีบเล็ก และระดับไม่เท่ากับขาขางซ้าย เธอเริ่มแยกตัวเองออกมาอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่เข้ากลุ่มเพื่อน ไม่สุงสิงกับใคร เพราะไม่อยากให้ใครมาล้อ เธอจัดการกับร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพื่อหลอกตาคนอื่น ด้วยการใส่ถุงเท้าข้างขวาให้หนาเข้าไว้ และต่อส้นรองเท้าข้างขวา เพื่อเพิ่มระดับให้เท่ากับขาข้างซ้าย ขณะเดียวกัน ความเหงาก็ทำให้เธอชอบคุยกับตัวเอง และมักสร้างบทบาทให้ตัวเองเป็นทอมบอยบ้าง แต่งตัวประหลาดๆ บ้าง รวมทั้งบางหน้าในสมุดบันทึกเล่มหนึ่งของเธอ ที่เขียนไว้เมื่อตอนอายุ 34 ปี เธอพูดถึงเพื่อนในจินตนาการที่เธอสร้างขึ้นมาตั้งแต่ตอนเจ็ดขวบ ซึ่งเป็นเพื่อนที่เธอสามารถบอกความลับได้ทุกอย่าง และเพื่อนคนนี้ก็ชอบลุกมาเต้นรำให้เธอดู ทำให้เธอหัวเราะ และนั่น จึงเป็นที่มาของภาพแฝดฟรีดา ในบางชิ้นงานของเธอ

แฝดอีกคนที่เป็นทุกอย่าง ในสิ่งที่เธอขาด

DSC02583twin

DSC02637ชั้นล่างของบ้านใน coyocan เคยเป็นห้องนั่งเล่นมาก่อน ปัจจุบันเป็นพื้นที่ติดตั้งงานจิตรกรรมของฟรีดา คาโลห์ จัดเรียงผลงานเข้าใจง่าย ด้วยการเรียงลำดับชีวิต
DSC02592สมุดบันทึกเล่มจริงของฟรีดา

จุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญของฟรีดาคือช่วงอายุ 18  กับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ที่เคยปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ในเม็กซิโก ขณะที่เธอกับคนรักนั่งรถบัสเพื่อกลับบ้าน รถรางพุ่งชนรถบัสที่เธอนั่งมา ฟรีดาและเพื่อนชายกระเด็นกระดอนไปคนละทิศ จนเมื่อเพื่อนชายของเธอรู้สึกตัว และเอาตัวเองหลุดออกมาจากใต้ท้องรถได้ เขาเดินตามหาฟรีดาอย่างทุลักทุเล จนมาพบว่า เธอนอนอยู่ที่พื้นถนน โดยมีแผ่นเหล็กเสียบอยู่ที่ท้อง เพื่อนชายของเธอตัดสินใจดึงเหล็กนั่นออก ฟรีดานอนจมอยู่กับกองเลือด ซึ่งแม้แต่หมอที่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็มั่นใจว่าเธอไม่รอดแน่ๆ เลยหันไปช่วยคนที่มีโอกาสรอดกว่า แต่เพื่อนชายของฟรีดาพยายามขอร้องหมอ เพราะเชื่อว่ายังไง เธอก็จะไม่ตาย สุดท้าย ฟรีดาถูกนำส่งขึ้นโต๊ะผ่าตัด กระดูกสันหลังของเธอแตกสามจุด กระดูกเชิงกรานร้าว ไหปลาร้าแตก กระดูกขาขวาแตก 11 จุด กระดูกเท้าขวาถูกบด ส่วนแผ่นเหล็กที่เสียบทะลุช่องท้องและมดลูก คือราวเหล็กบนรถประจำทาง ซึ่งแม้ทั้งหมดนี้ จะไม่ทำให้เธอตาย แต่ก็ต้องกลายเป็นคนพิการที่ไม่สามารถเดิน หรือใช้ชีวิตแบบคนปกติได้

ในช่วงของการรักษา ซึ่งเธอต้องนอนอยู่แต่บนเตียง ทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้าน ฟรีดาเริ่มวาดรูปพอร์เทรตเพื่อแก้เบื่อ แก้ฟุ้งซ่าน และเพื่อหารายได้ เธอวาดตัวเองบ้าง วาดคนอื่นบ้าง ซึ่งเป็นไปได้ว่าเทคนิคที่เธอใช้ในการวาดรูปนั้น อาจเป็นผลมาจากเมื่อตอนเด็กๆ ซึ่งพ่อของเธอเป็นช่างภาพ และมักเรียกฟรีดาให้ไปช่วยงานอยู่เสมอ พ่อสอนให้เธอใช้กล้อง สอนเทคนิคการล้างอัดในห้องมืด และการรีทัชความเข้มอ่อนของสีภาพด้วยพู่กัน ซึ่งนอกไปจากเทคนิคของการใช้สีที่ฟรีดาอาจได้มาจากการทำงานเป็นผู้ช่วยของพ่อแล้ว ในช่วงระหว่างทำงานเป็นลูกมือ ฟรีดามักเห็นพ่อมีอาการปวดหัวหนักๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยหยุดทำงาน ซึ่งนี่อาจเป็นตัวอย่างในเรื่องการทำงานที่ฟรีดาได้มาจากพ่อ

‘ป่วย ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดทำ’

DSC02703useห้องทำงานของฟรีดาบนชั้น 2 ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม

DSC02694DSC02705

DSC02580เสื่อผ้าและของใช้ส่วนตัวของฟรีดากว่าสามร้อยชิ้น ซึ่งถูกเก็บเป็นอย่างดีมายาวนาน50ปี ถูกค้นพบเมื่อปี2004 ในตู้เสื้อผ้าของห้องน้ำชั้นบน ปัจจุบัน ข้าวของส่วนหนึ่งถูกนำมาจัดแสดงไว้ที่อาคารทางด้านหลัง

DSC02582

8พ่อของฟรีดา(Guillermo Kahlo)ช่างภาพสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายในและแลนด์สเคป

9

ในส่วนของความเป็นผู้หญิงนั้น ฟรีดาถือเป็นคนพิการที่รักสวยรักงามมาก เธอฉลาดในการทำจุดบอดให้กลายเป็นจุดเด่นด้วยความมีศิลปะในตัว เธอเลือกใส่กระโปรงพองฟูของชนเผ่า Tehuantepec ที่มีระดับความยาวของปลายกระโปรงปิดมิดจนถึงตาตุ่ม เพื่อบดบังความพิการ ซึ่งถือว่าฟรีดาเป็นศิลปินหญิงชาวเม็กซิกันคนแรกในเม็กซิโก ที่นำเสื้อผ้าของชนเผ่ามาใส่ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งในช่วงที่เธอต้องสวมคอร์เซ็ตปูนปลาสเตอร์ และคอร์เซ็ตโลหะ เพื่อดามกระดูกไว้เป็นเวลานาน เธอใช้วิธีออกแบบ จับคู่สี กับวัสดุของเสื้อผ้า ซึ่งใส่แล้ว สามารถไปกันได้อย่างไม่น่าเชื่อกับคอร์เซ็ต จนกลายเป็น ‘การออกแบบชั้นสูง’ ที่ในสมัยนั้น ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

DSC02588ฟรีดาดีไซน์เครื่องแต่งตัวของเธอเองตั้งแต่หัวจรดเท่้า เวลาออกนอกบ้าน มักจะชอบมีเด็กถาม’แต่งตัวไปเล่นละครสัตว์
เหรอ’..เธอยิ้มกลับอย่างสง่างาม

DSC02598DSC02602DSC026076

หลังแต่งงานกับ Diego Rivera (ดิเอโก ริเวรา) ศิลปินชาวเม็กซิกันร่างใหญ่ พุงโต ผู้มีอิทธิพลในวงการศิลปะของเม็กซิโกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มาก คนหนึ่ง สไตล์การวาดภาพของฟรีดาเปลี่ยนไปในทางที่พัฒนาขึ้น เธอเพิ่มองค์ประกอบและรายละเอียดของยุคสมัยเข้าไปในภาพพอร์เทรต เพราะเธอรู้ว่าดิเอโกจะต้องพอใจและชื่นชมเธอ ซึ่งด้วยความศรัทธาในตัวดิเอโก ที่เธอรู้จักชื่อเสียงของเขามานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ทำให้ฟรีดาซึมซัมความรู้ทางศิลปะ หรือแม้กระทั่งเรื่องของการเมือง มาจากดิเอโก

ในช่วงระหว่างการแต่งงาน กระทั่งจนหย่า และแต่งกันใหม่อีกรอบ ทั้งดิเอโกและฟรีดา ต่างฝ่ายต่างมีชู้ แต่จะต่างกัน ที่ดิเอโกทำอย่างเปิดเผยเพราะเป็นสันดาน ขณะที่ฟรีดามีชู้จากความเหงาและต้องหลบซ่อน ฟรีดาไม่ได้นอนแต่กับกับผู้ชาย แต่เธอนอนกับผู้หญิงด้วย ซึ่งดิเอโกเองก็พอจะรู้อยู่ แต่ไม่ได้ว่าอะไร ถึงแม้ว่าผู้หญิงบางคนที่ฟรีดามีสัมพันธ์นั้น จะเป็นผู้หญิงที่เขาเคยนอนมาด้วยแล้วก็ตาม ครั้งหนึ่ง เพื่อนดิเอโกถามว่า ‘แล้วถ้าฟรีดาไปนอนกับผู้ชายละ’ ดิเอโกตอบเพื่อนของเขาว่า ‘ผมไม่ยอมแบ่งแปรงสีฟันใช้กับใครหรอก’ ซึ่งสำหรับฉันแล้ว ผู้ชายคนนี้ เห็นแก่ตัวมาก

DSC04468ดิเอโก ริเวรา สามีของฟรีดา

DSC02617DSC02656

DSC02672เครื่องใช้ในบ้าน

4

3ในห้องนอนของฟรีดา เธอชอบสะสมตุ๊กตาตัวเล็กตัวน้อย

2

10ในตู้หนังสือของฟรีดา ทุกอย่างจัดเก็บอยู่ที่เดิม

1

หลังการแต่งงานครั้งแรก ดิเอโกและฟรีดาย้ายที่อยู่จากเม็กซิโก ไปที่อเมริกา (ดิเอโกติดสัญญา ต้องไปวาดภาพที่นั่น) และจึงกลับมาอยู่ที่เม็กซิโกอีกครั้ง โดยสร้างสตูดิโอแฝดในย่าน San angel ซึ่งเป็นย่านที่ดอกเฟื่องฟ้าสวยที่สุดในเม็กซิโกซิตี้ จนเมื่อหย่ากัน ฟรีดากลับไปอยู่บ้านของเธอใน Coyocan และเมื่อกลับมาแต่งงานกันอีกครั้ง ฟรีดาเลือกที่จะอยู่ในบ้านที่ Coyocan ต่อ ส่วนดิเอโกจะมาค้างกับเธอ ก็เมื่อเขาต้องการ ซึ่งการกลับมาแต่งงานกันอีกครั้งของฟรีดาและดิเอโกนั้น เริ่มจากฟรีดารู้ตัวเองดีว่า เธอขาดดิเอโกไม่ได้ เช่นกันกับที่ดิเอโกก็รู้ว่า ‘ไม่มีผู้หญิงคนไหนเหมือนฟรีดา’ จนเมื่อกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ฟรีดาเลยจัดการความรู้สึกตัวเอง ด้วยการทำความเข้าใจว่า ‘ถ้าฉันรักเขา ฉันก็ต้องรักในทุกสิ่งที่เขาเป็น และดิเอโกไม่สามารถเป็นสามีของใครได้จริงๆ’  เมื่อธรรมชาติสร้างให้ดิเอโกเป็นคนขี้เบื่อ และขาดผู้หญิงไม่ได้ ฟรีดาก็เลยเลือกจำสิ่งที่ดิเอโกได้พูดไว้กับเธอ ‘เขาบอกว่าเขาชอบฉันที่สุดในบรรดาผู้หญิงทั้งหมด’ โดยการกลับมาแต่งงานกันในครั้งนี้ ฟรีดาตั้งข้อตกลงขึ้นมาว่า เธอกับดิเอโกจะไม่มีความสัมพันธ์บนเตียงกัน เพราะเธอคงทนไม่ได้ ที่หากในขณะที่มี sex กันอยู่นั้น จะมีภาพผู้หญิงคนอื่นที่นอนกับดิเอโก หลอนขึ้นมาในความคิดของเธอ

DSC02568

ในช่วงตลอด 29 ปี หลังอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับฟรีดา เวลาส่วนใหญ่ของเธอคือการนอนอยู่บนเตียง และนั่งรถเข็น ในช่วงแท้งลูก เธอเริ่มวาดภาพ self portrait จากกระจกเงา กับความสูญเสียและเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอในช่วงปี มันเป็นกระบวนการของการเดินทางภายในแบบลงลึก คือการบันทึกเรื่องราวชีวิตจริง ซ้อนกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใต้สำนึก ซึ่งรวมแล้ว ฟรีดาเคยแท้งลูกมาทั้งหมดสามครั้ง

5ภาพวาดในวันแท้งลูก

จะว่าไป มันจะมีมนุษย์สักกี่คนที่กล้ายอมรับ และเล่าสิ่งที่เกิดในชีวิตตัวเองทุกด้านอย่างเปิดเผย ออกมาให้คนอื่นรู้โดยไม่กลัวคำตัดสิน หรือคำวิพากษ์วิจารณ์ ที่อาจย้อนกลับมาทำร้าย ตอกย้ำ หรือเพิ่มความเจ็บปวดให้กับตัวเอง?

อย่างเหตุการณ์ที่ฉันเชื่อว่ามันรุนแรงมากพอๆ กับครั้งที่ฟรีดาแท้ง คือการที่ดิเอโกกับน้องสาวของฟรีดาแอบเป็นชู้กัน และเธอเข้าไปจับได้ ซึ่งกว่าเธอจะเข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นมาวาดภาพ self portrait ที่ชื่อ ‘Memory’ ก็ต้องใช้เวลาถึงสองปีภายหลังเหตุการณ์ โดยภาพ Memory มี  ‘บาดแผล’ ซึ่งเธอใช้เป็นสัญลักษณ์อยู่บ่อยครั้งในผลงานจำนวนหลายชิ้น แต่บาดแผลในครั้งนี้ดูปางตาย เธอวาดไม้แท่งยาว เสียบทะลุเข้าจากด้านหลัง มาที่ตำแหน่งของหัวใจ และมีน้ำตาของเธอไหลออกมาจากเบ้าตา ซึ่งไม่ว่าในสมัยนั้น ใครจะเรียกงานของเธอว่าเป็น surrealistic หรืออะไรก็ตาม ฟรีดาไม่เคยสนใจ เพราะขนาดสีที่เธอใช้ เธอยังตั้งทฤษฏีขึ้นมาเองเลย เธอพูดเสมอว่า ‘I never painted dreams , I painted my own reality’

DSC04391Museo Casa Estudio Diego Rivera y Frida Kahlo : สตูดิโอแฝดในเม็กซิโกซิตี้ เชื่อมด้วยสะพานบนดาดฟ้าเพื่อเดินถึงกัน เมื่อเดินเข้าไปในสตูดิโอสีน้ำเงินของฟรีดาซึ่งทาสีเดียวกับบ้านที่ Coyocan แล้ว จะรู้เลยว่าฟรีดาตัวเล็กมากๆ เพราะพื้นที่ทางเดิน หรือห้องน้ำ ขนาดมินิไปเสียหมด / อาคารซ้ายเป็นสตูดิโอของดิเอโก
DSC04429บนชั้นสอง สตูดิโอของดิเอโก
DSC04454ภาพวาดน้องสาวของฟรีดา ซึ่งฟรีดามาค้นพบว่าเป็นชู้กับดิเอโก

DSC04446DSC04549

DSC04481หน้าต่างห้องฟรีดา สีม่านปัจจุบันยังคงเป็นสีเดิมกับในอดีต ใช้ผ้าผืนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน

DSC04513DSC04522

DSC04497ห้องน้ำของฟรีดา มันเล็กมาก

DSC04535

DSC04510อาคารด้านหลังของสตูดิโอแฝด

DSC04511DSC02668

ในช่วงอายุ 34 ปี สุขภาพฟรีดาแย่ลง และความทรมานอย่างแสนสาหัส คือการที่เธอต้องใส่คอร์เซ็ตดามกระดูก ซึ่งทำจากโลหะ ไว้ที่หลัง เป็นระยะเวลายาวต่อเนื่องถึงสี่เดือนเต็ม แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดเธอจากการทำงานได้ ฟรีดายังคงวาดรูปต่อไป เพราะการวาดรูปคืออาวุธเดียวที่เธอใช้ดูแลความรู้สึกของตัวเองมาตลอด และก็คล้ายจะเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้เธอยังอยู่ในสายตาคนอื่น และถูกยกย่องว่ากล้าหาญ โดยเฉพาะคำชื่นชมและความเอาใจใส่จากดิเอโก มีค่ากับชีวิตที่เหลืออยู่ ของเธอมาก สี่เดือนหลังจากนั้น เธอบินไปนิวยอร์กเพื่อรักษาตัวกับหมอที่เธอเชื่อมือ แต่เธอคาดการณ์ผิด อาการเธอเลยยิ่งแย่หนัก ลงเข้าไปอีก เธอต้องใส่คลอเซ็ตโลหะต่ออีกแปดเดือน น้ำหนักตัวลด มีภาวะโลหิตจาง และต้องผ่าตัดกระดูกสันหลัง มากกว่าเจ็ดครั้ง ด้วยเหตุจากการติดเชื้อ ทุกครั้ง เมื่อมีคนมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล ฟรีดาจะไม่เคยแสดงความทุกข์หรือความเศร้าให้ใครเห็น เธอสั่งให้คนเอาอุปกรณ์ข้าวของที่เธอต้องการ มาแขวนและตกแต่งในห้องพัก ไม่ให้น่าเบื่อ เธอผูกตุ๊กตาหุ่นเชิดไว้กับซุ้มโค้งที่ติดอยู่บนเตียง ซึ่งใช้รักษาอุณหภูมิให้กับขาของเธอ เพื่อสร้างโรงละครหุ่นเชิดชั่วคราว โดยเมื่อไหร่ที่หมอฉีดยาแก้ปวดเข้าไปให้เธอ ฟรีดาจะรู้สึกดีเป็นพิเศษ และเมื่อนั่นละ โรงละครจะเปิด

 ‘I am not sick. I am broken. But I am happy to be alive as long as I can paint’
 -Frida Kahlo-

หลังออกจากโรงพยาบาล กลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน อาการป่วยของฟรีดา ทำให้เธอไม่สามารถนั่งวาดรูปบนเตียงได้นานๆ เหมือนเมื่อก่อน เธอเริ่มติดยาแก้ปวดชนิดต่างๆ ที่หมอสั่งไว้ให้ ไม่ว่าจะมอร์ฟีน หรือ Demerol (ยาระงับการปวดรุนแรงและเรื้อรัง) ซึ่งหมอคนหนึ่งชอบฉีดให้เธอบ่อยๆ โดยผลจากการติดยาแก้ปวดเหล่านั้น สามารถสังเกตเห็นได้ในภาพวาด still life ช่วงหลังๆ ของเธอ ที่ฝีพู่กัน และการเลือกใช้สีที่เคยฉูดฉาดของเธอ เปลี่ยนไป

DSC02649เพนต์ติ้งของฟรีดาที่ทดลองวาดบนแผ่นโลหะ
DSC02652ตุ๊กตาหุ่นเชิดที่ฟรีดาทำไว้

DSC02665

DSC02627ประโยคนี้ เกิดขึ้นในวันที่เธอต้องถูกตัดขา

วันเปิดนิทรรศการเดี่ยวในบ้านเกิด ครั้งแรกของเธอ ที่ Galeria Arte Contemoraneo กับช่วงชีวิตติดเตียง ที่หมอไม่ยอมให้ฟรีดาไปงาน ซึ่งในขณะที่ดิเอโกกำลังกล่าวเปิดนิทรรศการแทนเธออยู่นั้น ฟรีดาโผล่มาที่งานพร้อมกับเตียงสี่เสา โดยเธอโทรเรียกรถพยาบาลให้ยกเตียงกับเธอมาที่งาน และพอหมอซึ่งมาร่วมอยู่ในงานด้วย เห็นแบบนั้น ก็ยอมใจเธอ ปล่อยให้ฟรีดาร้องเพลงและดื่มเตกิลาฉลองอยู่บนเตียงที่งาน จนเกือบเที่ยงคืน ซึ่งในค่ำคืนของความสนุกสนานนั่น ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าก่อนเลยว่า อีกไม่ช้า ฟรีดากำลังจะต้องโดนตัดขา

ผ่านวันเปิดนิทรรศการไปไม่นาน ขาข้างขวาของฟรีดาเกิดเน่า หมอจำเป็นต้องตัดออกอย่างเร่งด่วนและเปลี่ยนใส่ขาเทียมให้เธอทันที ก่อนที่เชื้อร้ายจะลามไปทั่ว ฟรีดาตกอยู่ในอาการซึมเศร้า ซึ่งแม้ขนาดทุกครั้ง ภายหลังการกลับมาแต่งงานรอบสอง เวลาที่ดิเอโกไปนอนกับใครมา เขาก็มักจะกลับมาเล่าให้ฟรีดาฟัง ซึ่งฟรีดาก็จะฟังเขาด้วยท่าที่สนุกสนาน เหมือนแม่ที่กำลังนั่งฟังลูก อันเป็นสถานภาพที่ฟรีดาพยายามสร้างขึ้นมาในจิตวิญญาณ เพื่อให้เธอกับดิเอโกอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข แต่วันนี้ มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เพราะเมื่อดิเอโกทดลองเล่าเรื่องคล้ายๆ แบบเดิมให้เธอฟัง ฟรีดากลับไม่สนใจเลย เธอเบลอ มึน และอยู่ในโลกเพ้อฝันอีกใบที่ไม่มีใครเข้าถึง อันเป็นผลข้างเคียงมาจากยาแก้ปวด ซึ่งเธอค่อยๆ ติดยาเหล่านี้มากขึ้น และเคยพยายามคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง

ฟรีดาตายด้วยอายุ 47 ปี กับข้อมูลที่หมอเปิดเผยว่า เธอตายด้วยสาเหตุของเส้นเลือดอุดตันในปอด แต่หลายคนที่รู้จักเธอ รวมทั้งประโยคสุดท้ายที่เธอเขียนไว้ในหน้าสมุดบันทึก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เธออาจฆ่าตัวตาย โดยผลงานชิ้นสุดท้ายที่ฟรีดาแต่งเติมจนเสร็จ ในช่วงแปดวันก่อนตาย คือภาพแตงโมผ่าครึ่ง เห็นเมล็ด ที่พูดถึงชีวิตกับความตาย โดยใช้ชื่อภาพว่า VIVA LA DIVA  – LONG LIVE LIFE

ขณะนั่งเขียนบทความนี้ สมุดบันทึกหน้าสุดท้ายของฟรีดา ที่ฉันได้มาจาก Museo Frida Kahlo พิพิธภัณฑ์ชีวิตในบ้านสีน้ำเงินของเธอ เปิดค้างอยู่ มันเป็นภาพวาดจากปากกาสี ที่ดูธรรมดามาก มองไม่ออกด้วยซ้ำว่านี่คือการวาดโดยศิลปินดัง ระดับฟรีดา มันคือภาพของนางฟ้าที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้าๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ เพียงสามสี่หน้ากระดาษ เธอเขียนบันทึกเป็นภาษาสเปน ด้วยประโยคสุดท้ายว่า

“I hope the exit is joyful-and I hope never to come back-Frida”

DSC02643เพนต์ติ้งภาพสุดท้ายของฟรีดา ที่เธอแต่งเติมจนเสร็จในช่วง 8 วันก่อนวันตาย

DSC02646

ถ้าคุณอ่านมาได้จนถึงตรงนี้ แปลว่าคุณคือคนที่รักการอ่านมาก หรือไม่ ก็มีความสนใจชีวิตของฟรีดา คาโลห์ เป็นพิเศษ ฉันจึงอยากถามคุณว่า ‘เรื่องของผู้หญิงคนนี้ ให้อะไรกับคุณบ้าง’ ซึ่งจะแง่ไหนก็ตาม ขอให้อธิบายกลับมาใน inbox ของ fb page ภายในวันที่ 13 กรกฎาคม ไม่ต้องประดิษฐ์นะคะ อยากให้ตอบตามความรู้สึกจริงๆ  365 มีตลับใส่ยา 1 ชิ้น และต่างหูฟรีดาอีก 5 คู่ จะส่งกลับไปให้ที่บ้านสำหรับหกท่าน หลังจากเราเลือกคำตอบขึ้นมาแล้วค่ะ

-เรื่องเม็กซิโกยังมีต่อ ติดตามในตอนหน้า-

DSC06912

365 love note♥

-ข้อมูลพิพิธภัณฑ์เพิ่มเติม  http://www.museofridakahlo.org.mx/en/

-ซื้อบัตรเข้าชม แนะนำให้ซื้อออนไลน์ เพราะคิวต่อแถวซื้อบัตรเข้าชมทางด้านหน้า มักจะยาวมาก บางครั้ง ต่อแถวกันนานเป็นชั่วโมง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s