เวียนนา หลับตาเดินยังโรแมนติก

ความรู้สึกโรแมนติกเกิดได้กับคนที่ตกอยู่ในความรักหรือไม่ก็คนที่ไม่กล้าหรือไม่คิดจะมีความรักเลยเลือกที่จะอยู่คนเดียว ซึ่งไอ้การอยู่คนเดียวนี่ละเลยกลายเป็น comfort zone ที่ทำให้ไม่ต้องพะวงว่าจะต้องเกิดทุกข์จากความรัก คราวนี้พอใจเป็นสุขบวกกับบรรยากาศรอบตัวและอุณหภูมิความร้อนหนาวที่ลงตัว ความรู้สึกของคำว่าโรแมนติกก็เลยเกิดขึ้นง่ายโดยไม่ต้องรู้สึกเกรงกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับมัน แต่ลองคนไหนเพิ่งเลิกกับแฟนหรือโหยหาความรักมาสามชั่วอายุคนแต่ก็ยังไม่เคยเจอใครที่คบกันได้นานเกินหกเดือนสักทีนี่สิ

บรรยากาศโรแมนติกคือโศกนาฏกรรมชัดๆ

IMG_0025IMG_00229IMG_0053

พูดถึงเวียนนา สิ่งแรกที่ฉันนึกถึงเสมอคือหนัง Before sunrise คิดดูว่าการที่อะไรก็ตามนำพาให้คนสองคนต้องมาเจอกันในที่ๆทุกอย่างมันช่างลงตัวเหมาะเจาะไปเสียหมด และการที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าจะมีเวลาอยู่ด้วยกันเพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ใจมันจะระส่ำระสายนาดไหน ต่างฝ่ายจะต่างพยายามกอบโกยทุกนาทีที่ผ่านไปขนาดไหน หรือแม้แต่กระทั่งคำว่า one night stand ที่แม้ออกจะท้าทายและเสี่ยงต่อการกลายเป็นความทรงจำฝังแน่นที่เราต้องคอยมานั่งย้อนนึกถึงด้วยความเจ็บปวดแต่ก็น่าแปลกที่คนจำนวนไม่น้อยหรือเอาแค่เจซซี่กับเซรีนในหนังรักเรื่องนี้ก็ไม่สามารถมีสติพอที่จะหักห้ามความรู้สึกของตัวเองได้ นั่นอาจเพราะเวียนนามีองค์ประกอบของความโรแมนติกครบทุกอย่างที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นให้เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนและพลังของมันก็แข็งแรงพอที่จะก่อตัวเป็นความรักอันรวดเร็วได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไม่ว่าจะอาหาร ไวน์ บาร์ ดนตรีคลาสสิค สถาปัตยกรรม แม่น้ำภูเขาและภาพ kiss ของจิตรกรชาวออสเตรียกุลตาฟ คลิมต์ อันเป็นผลงานจิตรกรรมระดับโลกในแบบอาร์ตนูโว บอกถึงยุคของโรแมนติกนิสซึ่ม

IMG_0105IMG_0112IMG_0149

รถเข็นคันแรกของเปียโนเดอะซิสนะคะ sis

ฉันรู้จักเปียโนตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นเปียโนเป็นนักร้องสังกัดค่ายเพลงแห่งหนึ่งที่ฉันเข้าไปทำงาน สมัยนั้นฉันเป็นช่างภาพพีอาร์ ซึ่งหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมันน่าเบื่อมาก วันๆฉันต้องตามถ่ายดารานักร้องยังไงก็ได้ให้สามารถนำไปใช้ส่งข่าวเพื่อขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หรืออย่างน้อยที่สุดด้านในฉบับก็ยังดี จนวันหนึ่งฉันเรื่มเอียนเริ่มเถียงกับพีอาร์เพราะเบื่อภาพถ่ายแนวเดิมๆซ้ำๆ และฉันก็เริ่มดีไซน์สไตล์ภาพขึ้นมาเองเพราะหวังจะปฏิวัติวงการนี้ ทำไปทำมาฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ นี่ฉันทำอะไรอยู่วะเนี่ย ’ จนหนักเข้าก็เลยตัดสินใจลาออก พอกันที

IMG_0056IMG_0059

เปียโนเจอกับสามีชาวสวีเดนในโลกออนไลน์และสุดท้ายความเข้ากันได้ในหลายๆเรื่องโดยเฉพาะประเภทของเพลงที่เลือกฟังจึงทำให้เปียโนตัดสินใจย้ายไปใช้ชีวิตกับสามีที่สวีเดน และในปี 2009 คู่รักข้าวใหม่ปลามันก็ตัดสินใจย้ายประเทศอีกครั้งเพื่อมาอยู่ที่เวียนนา ฟังดูแล้วคล้ายจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่สวยงามผุดผ่องแต่เปล่าเลย ชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบมันไม่มีจริงหรอก คนเรามันต้องเจอหนามทุเรียนบ้างอะไรบ้าง สมัยที่เปียโนมาเวียนนาแรกๆ ด้วยความหัวโบราณของคนเวียนนิซซึ่งดูจะไม่ค่อยยอมรับเธอสักเท่าไหร่ อยู่เมืองไทยเป็นนักร้องมีค่ายมีผู้จัดการดูแลแต่เวียนนาอย่าได้คิด มันคนละโลกเลยจริงๆ เพราะแค่จะสมัครไปเป็นนักร้องตามคลับตามบาร์ก็ต้องมีเส้นมีสาย ช่วงห้าหกเดือนแรกในเวียนนา เปียโนไม่ได้มีสตางค์ติดตัวอะไรมากนัก จนวันหนึ่งเดินผ่านบาร์แห่งหนึ่งมีคนรับเข้าทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟแต่ทำได้ไม่นานก็ต้องออกเพราะเกิดเรื่องเข้าใจผิด เธอถูกผู้จัดการหาว่าโกงเงินไปหนึ่งเซ็น (cent)

หนึ่งเซ็นเนี่ยนะ จะโกงเพื่อ !?

หลังเปียโนออกจากงาน เธอไม่มีรายได้จากอะไรเลย จนวันหนึ่งปั่นจักรยานเลียบคลองดานูบไปเรื่อยๆก็เหลือบเห็นรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวจอดอยู่สามสี่คันที่หน้าบาร์แห่งหนึ่ง เปียโนเบรคจักรยานแทบไม่ทัน เธอเดินลงไปถามหาเจ้าของซึ่งวันนั้นเขาไม่อยู่ เปียโนเลยเขียนโน้ตใส่กระดาษเช็ดปากออกไอเดียด้วยความตื่นเต้นว่า ‘ ฉันไม่รู้ว่าทำไมคุณมีรถเข็นจากเมืองไทยมาจอดอยู่ที่นี่ มันทำให้ฉันคิดถึงบ้าน ถ้าฉันเป็นเจ้าของรถเข็นพวกนี้ ฉันจะเอามาขายหมูปิ้งส้มตำให้หมดเลย ’ เมื่อกระดาษเช็ดปากนั่นไปถึงมือเจ้าของร้าน เจ้าของร้านเรียกเปียโนมาพบและยกรถเข็นสี่คันที่จอดอยู่หน้าร้านให้ยืมใช้ พร้อมให้พื้นที่หน้าร้านสำหรับขายอาหาร ซึ่งสมัยนั้น (ปี 2011) รถเข็นขายอาหารของเปียโนถือเป็นร้านเดียวที่เปิดขายอาหารแบบโอเพ่นแอร์บนคลองดานูบ (Donau Kanal)

“ ช่วงนั้นโหดมาก มันเป็นร้านที่ทำแค่ช่วงหน้าร้อนหกเดือนต่อปี สมัยนั้นแฟนหนูยังไม่ออกจากงาน หนูต้องทำเองทุกอย่างในโลก ร้านหนูตอนนั้นขายได้ตกวันละสองสามพันยูโรซึ่งถือว่าเยอะนะเพราะหนูขายข้าวแค่จานละ 5-10 ยูโร ตอนอยู่เมืองไทยหนูชอบทำแต่อาหารฝรั่งจนพอมาอยู่ต่างถิ่นเราก็ต้องเอาความพิเศษในศิลปะวัฒนธรรมการกินของเรานี่ละมาขาย ทุกเช้าหนูต้องเข็นรถเข็นซุปเปอร์มาเก็ตไปช็อปปิ้ง แบกของห้าหกสิบโลทุกวัน เดินลากถูไถไป แล้วไม่ใช่มือเดียวนะ เพราะแขนอีกข้างก็ต้องหนีบถุงอีเกียใบใหญ่ไว้ขนของด้วย ตอนนั้นไม่มีซากอะไรให้เห็นเลยว่าเคยเป็นนักร้องหรือทำงานในวงการครีเอทีฟมาก่อน ผอมมาก สู้จนไม่มีแรง วันเดียวที่หยุดคือวันฝนตก”

IMG_0019IMG_0033

ขายอาหารบนริมคลองที่สวยที่สุดของเวียนนาซึ่งที่มุมหนึ่งของบันไดริมน้ำนั่นคือหนึ่งในฉากหนัง before sunrise อยู่นานห้าปี เปียโนมาเจอตึกที่ตัวเองเล็งมานานแล้วถึงสามปีเกิดประกาศขายขึ้นมาเลยตัดสินใจเซ้งตึกนั้นต่อโดยใช้เงินเก็บที่มีอยู่สี่หมื่นยูโรในการทำร้าน กระทั่งพอทำเสร็จ วันดีคืนดีก็มีคนมานั่งกินอาหารในร้านของเธอ เขาสั่งทุกอย่างที่อยู่ในเมนูมากินและเดินมาบอกกับเธอว่า “ ผมเป็นนักข่าว ผมอยากเขียนเรื่องร้านคุณ ” ซึ่งตอนนั้นเปียโนก็ได้แต่รับนามบัตรของนักข่าวคนนั้นมางงๆ เพราะตัวเองก็ไม่เคยมีเวลาสนใจมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อะไรกับใครเขาหรอก

“ แต่คุณต้องฟังผมนะ พอผมเขียนเรื่องคุณออกไปแล้วจะมีคนมาร้านคุณเยอะมาก จำไว้ว่ามันคือโอกาสเดียวเท่านั้น อย่าพลาด”

นักข่าวร่างใหญ่ย้ำกับเปียโนโดยที่เปียโนไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย กระทั่งพอไปเซิร์จหาข้อมูลตามชื่อในนามบัตรจึงเจอชื่อของ Der Standard หนังสือพิมพ์รายวันประจำชาติออสเตรียซึ่งตีพิมพ์และจำหน่ายในเวียนนา

ผ่านไปสองถึงสามอาทิตย์จากวันนั้น เปียโนเดินเข้าร้านสิบเอ็ดโมงเช้าเวลาเดิมเหมือนเช่นทุกวัน มีคนมายืนรอต่อแถวเข้าร้านเล็กๆของเธอบนถนน Albertgasse 15 ซึ่งมีเพียงประมาณ 14-16 ที่นั่งเท่านั้น คนที่มายืนรออยู่นานแล้วพยายามบอกให้เปียโนเปิดประตูร้านให้เดี๋ยวนี้เพื่อพวกเธอจะเข้าไปกิน ด้วยความตกใจ เปียโนหันไปบอกคนเหล่านั้นว่า ‘ยังไม่เปิด!’ แล้วเธอก็ยกบานประตูเหล็กดันขึ้น เดินหายเข้าไปในร้านและปิดบานประตูลง เสียงโทรศัพท์วันนั้นทั้งวันดังตลอดเวลาเพื่อจะขอจองโต๊ะซึ่งเธอไม่รับจอง จนท้ายที่สุดต้องยกหูโทรศัพท์ออก

“ วันนั้นจำได้ว่าขายได้ห้าพันยูโร จากนั้นมาสองสามเดือนคนก็ยังถาโถมมากิน เพราะลุงคนนี้แกเป็นนักข่าวรุ่นใหญ่มาก แกเอาเราไปเขียนหนึ่งหน้าเต็มในหนังสือพิมพ์ว่าเป็น The best Thai restaurant in Vienna ”

IMG_0012IMG_0011IMG_0015IMG_0013

ปัจจุบัน mamamon ร้านอาหารไทยของเปียโนซึ่งมีโลโก้เป็นรูปใบหน้าแม่ เพื่อนคู่คิดของเปียโนในเรื่องของเมนูและสูตรอาหารทั้งหมดเปิดบริการมาหนึ่งปีเศษแล้ว ประสบการณ์ชีวิต 8 ปีกว่าในเวียนนาของเปียโนมีมากพอที่จะทำให้เธอเห็นเวียนนาทั้งในแบบนรกและสวรรค์ สมัยมาใหม่ๆยังไม่จดทะเบียนแต่งงานกับสามี เปียโนมักจะถูกกดดันด้วยสายตาดูถูกของคนพื้นที่ พอเจอสถานการณ์แบบนั้นบ่อยๆเข้า ตัวเธอก็ค่อยๆลีบลง

“ ช่วงแรกๆดาร์กมาก งานก็ไม่มีมี ภาษาก็ไม่ได้ เวลาไปติดต่อสถานที่ราชการจะใช้ภาษาอังกฤษพูดกับเขา หนูก็โดนด่ากลับอีก ช่วงแรกในเวียนนา หนูรู้สึกลบมาก จนพอหลังแต่งงาน มันกลายเป็นอีกเรื่อง อาจเป็นด้วยว่าตัวหนูเองก็รู้สึกปลอดภัยและมั่นใจที่จะแสดงจุดยืนในความเป็นเราออกไป เอาเข้าจริงเวียนนามันมีอะไรเยอะมากเลยนะถ้าเราอยู่กับมันด้วยใจที่บวก จำได้ว่าตอนอายุ12 หนูเคยดูหนัง Before sunrise หนูรักหนังเรื่องนี้มาก ตอนนั้นหนูนึกกับตัวเองว่าถ้าพออายุสักสิบห้า ฉันจะมีชีวิตแบบในหนังได้ไหม ไปเมืองนอกฉันจะเจอความรักแบบนั้นได้ไหม แล้วถ้ามีเหตุการณ์ one night stand ฉันจะเป็นยังไง ซึ่งตอนนั้นหนูไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าหนังมันถ่ายที่เวียนนาจนพอมาอยู่เวียนนานี่ละถึงเพิ่งสังเกตว่าเฮ้ยมันมาถ่ายที่นี่นิหว่า ”


 

ลิปสติกสีแดงในเดรสสีดำ นั่งดื่มไวน์ที่ซอกโอเอซิสของ Weinstube Josefstadt 

เขาว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ปากไม่ตรงกับใจ เวลาพวกเธอพูดอะไรอย่าเพิ่งมั่นใจในสิ่งที่ได้ยินเพราะเธออาจไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ และเมื่อไหร่ที่ผู้หญิงเคมีใกล้กันมาเกาะกลุ่มรวมตัวกัน ดีกรีความเยิ่นเย้อในตัวของพวกเธอก็จะยิ่งทรงพลังเพิ่มอาณุภาพ พวกเธออาจจะลุกขึ้นมาหวีเพ้าหวีผม ควานหารองเท้าส้นเตี้ยที่จะไม่เตี้ยเกินไปจนทำให้พวกเธอดูไร้ซึ่งความสง่าใส่คู่กับเดรสลูกไม้สีดำซึ่งสวยมาก ถามว่าฉันกับเปียโนลุกขึ้นมาแต่งตัวขนาดนี้ จะไปไหนกัน ?

..ไปกินไวน์หน้าปากซอย ..

IMG_0083IMG_00070IMG_00622IMG_00887

เวียนนาเป็นเมืองหลวงที่มีไร่ไวน์เยอะที่สุดในโลก วิธีการเดินทางไปไร่ไวน์ซึ่งตั้งอยู่ตามป่าตามเขาพวกนี้ก็แสนง่ายดาย เพียงนั่งรถรางออกไปประมาณยี่สิบนาทีและต่อด้วยรถประจำทางก็ถึงเขตธรรมชาติและไร่องุ่นซึ่งตีนเขาคืออดีตสถานที่ตั้งของบ้านคีตกวีบีโธเฟ่นแล้ว ส่วนร้านไวน์ Weinstube Josefstadt ต้องเรียกว่าเป็น hidden gems สำหรับคอไวน์ในเขต 8 ของเวียนนา ซึ่งเขตนี้เป็นเขตอาศัยของคนระดับมีการศึกษาและเป็นเวียนนิซโดยแท้ ฉะนั้นเวลามาร้านนี้ ลูกค้าก็มักจะหน้าตาเดิมๆ หันไปทางไหนก็เจอแต่คนคุ้นหน้ากัน โดยความแปลกของไวน์ร้านนี้คือเขาจะไม่ได้ขายเฉพาะแต่ไวน์ที่เอามาจากไร่ตัวเองเหมือนกับร้านอื่นๆจึงทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการดื่มไวน์ค่อนข้างเยอะ ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว หากแค่เดินผ่านประตูสีเทาเรียบๆหน้าร้านก็คงจะไม่มีใครคาดถึงหรอกว่าถ้าลองเอาตัวเองเดินผ่านเข้ามาในซอกประตูเล็กๆนั่น จะได้เจอกับคอร์ทยาร์ดที่น่านั่งที่สุดและมีตีนตุ๊กแกเขียวครึ้มไต่อยู่เต็มกำแพงสูงขนาดอาคารสองชั้นครึ่ง


 

จูบแรกของเราครั้งนั้นและความทรงจำในพิพิธภัณฑ์

จูบแรกของคุณเมื่อไหร่กัน คุณยังจำจูบนั้นได้ดีไหม หรือในวันที่จูบ คุณมัวแต่ตื่นเต้นตกใจไร้สติเลยไม่สามารถจดจำความรู้สึกแท้จริงในวินาทีนั้นได้ ?

IMG_0022IMG_0026IMG_0029IMG_00255

บ่ายวันหนึ่งฉันเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ Belvedere พระราชวังเก่าแก่สไตล์บาร็อก สถานที่เก็บผลงานภาพเขียนสีน้ำมัน KISS ของ Gustav Klimt (กุลตาฟ  คลิมต์) ศิลปินชาวออสเตรียระดับโลกกับผลงานศิลปะในยุคอาร์ตนูโว โดยภาพเขียนนี้ใช้เทคนิคสีน้ำมันและทองคำเปลวบนผืนผ้าใบนี้ได้เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มหญิงสาวที่กำลังกอดจูบกันใต้แสงสีทองตัดสลับกับโลกความจริงในยุคปัจจุบันตรงหน้าของฉัน ที่เกินกว่าครึ่งของผู้เข้าชมผลงานศิลปะจากโลกปัจจุบันกำลังยืนเซลฟี่และอัพเดทสเตตัสกันอยู่ว่าพวกเขาได้เดินทางมายืนที่หน้าภาพเขียนสีน้ำมันอันลือลั่นจากยุคโรแมนติกนิสซึ่มนี่แล้ว


 

Café sperl  คอฟฟี่เฮ้าส์อายุร้อยกว่าปี หนึ่งในฉากหนังรัก Before sunrise

“มันเป็นเรื่องของ connection ผมว่าเราเข้ากันได้”

    -เจซซี่บอกเซรีน-

ฉันเชื่อใน connection เชื่อว่าการพบกันของมนุษย์เราทั้งโลกไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มันเป็นเรื่องของพลังงานที่จะคอยเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนที่มีความคล้ายกันในบางเรื่องซึ่งแม้จะอยู่คนละซีกโลกก็ต้องมาอยู่ในรัศมีใกล้กัน ได้รู้จักได้เกิดความสัมพันธ์ จนพอผ่านไปสักช่วงระยะ พลังงานที่ว่าก็จะค่อยๆผลักคนที่ไม่ใช่ให้ออกไปไกลจากตัวเราและเหลือไว้เพียงตัวจริงเท่านั้น และการที่ฉันกำลังนั่งอยู่ใน Café sperl นี้เพียงลำพังก็อาจหมายความได้ว่าเพราะฉันยังไม่เจอตัวจริง หรือไม่ตัวจริงที่ว่านั้นก็อาจไม่เคยมีอยู่บนโลกใบนี้

IMG_0120IMG_0122IMG_0124IMG_0125IMG_0126

Café sperl เป็นคอฟฟี่เฮ้าส์ในแบบเวียนนาดั้งเดิมซึ่งเริ่มธุรกิจตั้งแต่เมื่อ 138 ปีก่อน โดยการตกแต่งของร้านยังคงไว้แบบดั้งเดิมจากเมื่อสมัยอดีต ลูกค้าประจำของที่นี่ส่วนใหญ่เป็นนักเขียน นักแสดง ผู้กำกับหนังและผู้คนในแวดวงละครรวมไปถึงนักประพันธ์ สังเกตไลฟ์สไตล์ของคนที่มานั่งดื่มกาแฟที่นี่ดูเอิงเอยไม่รีบร้อน บางครั้งกาแฟถ้วยเดียวก็นั่งกันตั้งแต่เที่ยงจนร้านปิดโดยไม่มีใครว่า ข้อสังเกตง่ายๆของคอฟฟี่เฮ้าส์แบบเวียนนิซให้สังเกตที่พนักงาน ถ้าพนักงานวางท่าเชิดใส่อยู่ตลอดเวลา ไม่ยิ้มแย้ม ลูกค้าไม่เรียกก็ไม่หัน นั่นละเวียนนิซคอฟฟี่เฮาส์ต้นตำหรับ ซึ่งฉันชอบท่าทีของพวกเธอนะ มันเชิดมันยะโส ฉันว่านี่ละคือหนึ่งในเสน่ห์ของจริตเวียนนาที่น่ามอง


 

PHIL  ร้านหนังสือและไวน์บาร์ของชายผู้ไม่เชื่อว่ากระดาษจะหายไปจากโลกนี้

เวลาไปต่างประเทศ ฉันไม่เคยพลาดที่จะเอาตัวเองเข้าไปนั่งอยู่ในร้านหนังสือเป็นวันๆ ฉันชอบบรรยากาศของการได้จับกระดาษหลากชนิด ได้เปิดหนังสืออาหารและหนังสือภาพถ่ายดูไปเรื่อยๆโดยไม่ต้องสนใจมองนาฬิกา Phil เป็นหนึ่งในร้านหนังสือที่ฉันรู้สึกว่ามันใช่มาก มันเหมือนบ้านที่มีโซฟากับเบาะหนังเก่าๆซึ่งเพิ่งไปได้มาจากตลาดมือสองที่ไหนสักแห่ง ส่วนโคมไฟที่เขาแขวนอยู่เต็มเพดานนั่น ถ้าจะซื้อเขาก็ขายนะ

ปกติถ้าพูดถึงหนังสือก็คงต้องคู่กับมุมขายกาแฟ แต่ที่นี่ หนังสือคู่กับเครื่องดื่มอะไรได้อีกตั้งหลายอย่างไม่ว่าจะไวน์แดงไวน์ขาวหรือค็อกเทล ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรกับความรักที่คนเรามักปักใจเชื่อว่าคนที่จะอยู่กับเราไปทั้งชีวิตได้นั้นต้องมีลักษณะแบบนี้แบบนั้น แต่สุดท้าย ที่ควานหามาทั้งชีวิตก็มักได้สิ่งตรงข้าม

“ อะไรทำให้คุณอยากเปิดร้านหนังสือ ” ฉันถามฟิล

“ลาว” เขาตอบฉันในสิ่งที่ไม่เห็นจะเกี่ยวกับคำถามเลย

IMG_0038IMG_0070IMG_0077IMG_0080

ฟิลเป็นคนเวียนนาที่มีความฝันตั้งแต่อายุ12ขวบว่าอยากจะเป็นนักข่าวเหมือนพ่อของเขา ตอนเด็กๆฟิลมักจะชอบเข้าไปวิ่งเล่นในโรงพิมพ์ที่ทำงานของพ่อ ฟิลชอบกลิ่นหมึก ชอบสัมผัสกระดาษ ชอบเห็นกระบวนการที่กว่าจะออกมาเป็นหนังสือพิมพ์ได้หนึ่งฉบับ พ่อของฟิลถูกยิงตายเข้าที่ขมับขณะออกไปนั่งดื่มที่บาร์ในช่วงกลางดึก มันเป็นคืนที่ฟิลจำทุกอย่างได้ติดตา ตำรวจเดินมากดกริ่งที่หน้าบ้านและบอกแม่กับเขาว่าพ่อถูกยิงตาย ซึ่งจนถึงวันนี้แล้วการตายของพ่อก็ยังเป็นปริศนาที่หาตัวคนยิงไม่ได้

หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยในด้านการสื่อสารมวลชน ฟิลยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากจะเป็นนักข่าวจริงๆไหม เขาใช้เวลาสามเดือนเต็มออกเดินทางไปในประเทศฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาไปลาวพม่าและก็แวะมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งที่ลาวเขาได้เจอกับร้านหนังสือมือสองบ้านๆร้านหนึ่งเข้า มันเป็นร้านที่ขายชาคู่กับการให้เช่าหนังสือ คนที่เข้าไปอ่านหนังสือในร้านนั้นจะนอนอ่านกันตามพื้นบ้าง นั่งเอนตัวพิงหมอนสามเหลี่ยมบ้าง ฟิลรู้สึกว่ามันง่ายมันบ้าน ซึ่งนอกจากขายชาแล้วที่นั่นยังมี lassi mango หอมเย็นชื่นใจที่เข้าไปอ่านหนังสือร้านนี้ทีไร ฟิลต้องสั่งทุกที

ระหว่างทางบนรถบัสเจ็ดชั่วโมงจากหลวงพระบางไปวังเวียง ฟิลหยิบสมุดบันทึกออกมา จดรายละเอียดในสิ่งที่เขาค้นพบว่าตัวเองอยากทำลงในสมุด มันคือการเปิดร้านหนังสือในเวียนนา !  เขาจดคอนเซ็ปต์และหน้าตาของร้านที่นึกได้ในเวลานั้นลงไป จนสิบเดือนภายหลังจากกลับเข้าเวียนนาในครั้งนั้น ร้านหนังสือ phil ก็เกิดขึ้นและ lassi mango ที่นี่ก็อร่อยมากด้วย มันไม่หวานเกินความจริง เป็นรสชาติของมะม่วงแท้ไม่ใช่น้ำตาล


 

 Sachertorte คู่แข่งขนมเค้กโบราณจากสามร้านสุดคลาสสิคของเวียนนา

Sacher คือสปอนจ์เค้กสอดไส้แยมแอปริคอตเคลือบด้วยไอซิ่งช็อกโกแลต เป็นขนมเก่าแก่ขึ้นชื่อที่สุดในเวียนนา ซึ่งเอาเข้าจริงฉันไม่ได้อินอะไรกับขนมแบบนี้หรอกแต่ไหนๆมาถึงเวียนนาแล้วก็เลยไปลองให้รู้ดูสักหน่อย จนพอไปลองมาสามที่ซึ่งเป็นร้านอันดับต้นๆของเวียนนาแล้วก็พบว่าไอ้ตัวเค้กนะไม่เท่าไหร่หรอกแต่บรรยากาศในความคลาสสิคของร้านแต่ละแห่งนี่สิที่น่าสนใจ

IMG_0133
เค้ก Sacher ที่ Sacher Hotel
IMG_0130
Sacher Hotel
IMG_0155
Cafe Demel
IMG_0162
Cafe Central

IMG_0161

ร้านแรกตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของ Hotel Sacher ซึ่งตระกูลซาเช่ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรมได้รับสูตรเค้กนี้สืบทอดต่อมาจากผู้คิดค้นสูตรต้นตำหรับ โรงแรมจึงประกาศตัวอย่างภาคภูมิอยู่เสมอว่าเค้ก Sacher ของตัวเองคือของแท้และดีที่สุดในเวียนนา ขณะที่ Cafe Demel ซึ่งตั้งอยู่หน้าพระราชวัง Hofburg ซึ่งมีโอกาสรับใช้ราชวงศ์มาช้านานก็ยืนยันเช่นกันว่าเค้ก Sacher ของตัวเองต่างหากที่เจ๋งสุด จนสี่ห้าปีที่ผ่านมามีเชฟชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเข้ามาทำงานให้กับ Café Central ซึ่งเป็นคาเฟ่หรูกลางเมืองในย่านพิพิทธภัณฑ์ เขาใช้ความรู้และเทคนิคใหม่ในแบบของฝรั่งเศสคิดค้นจนเกิดเป็นเค้ก Sacher ที่รสชาติไม่หวานจนเลี่ยน และเปลี่ยนรูปทรงจากชิ้นสามเหลี่ยมให้กลายมาเป็นช็อกโกแลตบาร์ทรงสี่เหลี่ยมพอดีคำ


 

ดูหนังกลางแจ้งที่หลุบหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

การที่ประเทศออสเตรียมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่สองโดยตรงกระทั่งจนสงครามปิดฉากลงในปีคศ. 1945 นั้น ถ้านับอายุแล้ว คนในรุ่นสงครามก็คือรุ่นปู่ย่าที่ยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนี้และส่งต่อแนวคิดในแบบสมัยเก่าที่ตัวเองเติบโตมาให้กับรุ่นลูกซึ่งคือรุ่นพ่อแม่ในปัจจุบัน และนั่นทำให้รูปแบบการใช้ชีวิต กฎหมาย หรือวัฒนธรรมของคนที่นี่ยังคงมีแบบแผนไม่ต่างอะไรจากสมัยอดีตมากนัก สังเกตง่ายๆเวลาเข้าร้านอาหารในออสเตรีย เราจะเห็นเมนูเดิมๆซ้ำๆหน้าตาคล้ายกันหมด อย่าถามหา signature dish เพราะมันไม่มี! ไม่เหมือนอาหารไทยที่มีลูกเล่นซิกแซ็กพัฒนาเทคนิกและส่วนผสมอยู่ตลอด เปิดเมนูมาทีไรก็อยากจะลองนั่นลองนี่ แต่ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัดก็คือเรื่องของพื้นที่กราฟิตี้ในเวียนนาที่มีมากขึ้น รวมทั้งอาคารเก่าหลายแห่งก็ถูกนำมาใช้เป็นสถานที่จัดงานศิลปะโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งพอถามคนเวียนนาเองแล้ว พวกเขาก็เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดูมีสีสันและชีวิตชีวามากขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะยุคนี้คือยุคของคนรุ่นหลานซึ่งมีโอกาสได้ออกไปเห็นโลกมามากและปัจจุบันก็

IMG_0101IMG_0081IMG_0091IMG_0098IMG_0108เป็นกลุ่มที่เข้ามาทำงานอยู่ในองค์กรต่างๆของรัฐบาลจนทำให้กฎกติกาบ้านเมืองหลายๆข้อได้รับการผ่อนผันอนุโลม รวมทั้งเสรีภาพทางความคิดสร้างสรรค์ก็มีโอกาสได้เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองที่เคยสงบนิ่งดูจองหองและหยิ่งยะโสได้กลายมาเป็นเมืองที่เย้ายวนน่าค้นหา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกิจกรรมความสนุกของเวียนนาในช่วงฤดูร้อนกับพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งที่ถูกจัดขึ้นในเขตต่างๆ มีทั้งโรงหนังกลางแจ้ง ดนตรี บาร์บิคิว ไวน์ และร้านอาหารแบบป็อปอัพเฉพาะกิจ ฉันเลือกมาที่ Kino wie noch nie ในเขตสองของเวียนนาซึ่งเป็นย่านที่มีชาวยิวอาศัยอยู่มากที่สุด สภาพตึกอาคารในละแวกนี้ดูเก่าแก่กว่าที่อื่นมาก รวมทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของหลุมหลบภัยจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งถูกนำมาใช้เป็นพื้นที่ฉายหนังกลางแจ้งและหากไม่จองตั๋วล่วงหน้ามาทางออนไลน์ก่อน ก็อย่าได้หวังว่าจะมีที่นั่ง รอบนอกของโรงหนังกลางแจ้งคือสวนดอกไม้และบริเวณขายอาหารที่ความน่ารักของบรรยากาศคือการที่เชฟเดินออกมาเด็ดผักสวนครัวตรงแปลงที่อยู่หน้าเตาเข้าไปปรุงอาหารให้กับลูกค้า ส่วนเวลาซื้อไวน์ดื่ม เขาจะใส่แก้วพลาสติกราคาถูกมาให้ หลังดื่มเสร็จแล้ว ถ้าเราเอาแก้วพลาสติกไปคืน เขาจะให้เงินคืนกลับมาหนึ่งยูโร วิธีนี้ทำให้ไม่ต้องจ้างพนักงานมาคอยตามเก็บ


 

กินเบรคฟาสต์ที่  Vollpension  คาเฟ่วัยเกษียณแล้วขนของฟรีกลับบ้านที่ Naschmarkt ในช่วงตลาดวาย

แก่แล้วไปไหน

ความเหงา  บ้านพักคนชรา หรือไม้เท้านำทาง ..?

เขต 4 ถือเป็นย่านที่เจริญเร็วกว่าเขตอื่นๆ เจริญในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการมีห้างสรรพสินค้าใหญ่กลางชุมชนหรือมีตึกสูงระฟ้า แต่ด้วยย่านนี้มีประชากรอายุน้อยอาศัยอยู่เยอะเลยมีธุรกิจรูปแบบใหม่ๆเกิดขึ้นให้เห็นทุกช่วงตึก ไม่ว่าจะร้านกาแฟ ร้านขายหนังสือcookbookที่แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสร้างเป็นครัวขนาดใหญ่สำหรับให้ลูกค้าได้มีโอกาสเข้ามาเวิร์คช็อปทำอาหารในร้านหนังสือ และยังรวมไปถึงอดีตซ่องที่ได้ถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็นร้านกาแฟและพื้นที่เวิร์คช็อปของกลุ่มคนทำละครตัวเล็กๆ และเขต 4 ยังเป็นที่ตั้งของตลาดอาหารและตลาดขายของมือสอง Naschmarkt โดยมีทริคข้อหนึ่งว่าถ้าอยากได้ของตกแต่งบ้านหรือสินค้ามือสองโดยไม่ต้องเสียสตางค์ให้ลองเสี่ยงไปเดินเล่นในช่วงตลาดวาย (สักห้าโมงเย็น) โดยพ่อค้าแม่ค้าหลายๆร้านในเวลานั้นมักจะขี้เกียจขนของที่นำมาขายกลับบ้าน ก็เลยเลือกที่จะทิ้งเอาไว้ ฉันมีโอกาสรู้จัก ‘ซูชิ’ น้องช่างภาพคนหนึ่งในเวียนนาที่ 90 เปอร์เซ็นต์ในของตกแต่งบ้านของเขาก็ได้มาจาก Naschmarkt ในช่วงตลาดวายนี่ละ แต่ตาและมือต้องไวนะ เพราะในช่วงเวลาแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงนั่นมันเหมือนสงครามดีๆนี่เอง เพราะคนท้องถิ่นที่รู้งานก็จะมานั่งรอเวลาขนของกลับบ้านเหมือนกัน และก่อนออกจากเขต 4 ขอให้แวะที่ Cafe Vollpension ฉันติดใจอาหารเช้าที่นี่มาก ยิ่งโดยเฉพาะคอนเซ็ปต์ที่มาของร้านนี้นั้นต้องบอกว่า เท่สุด!

IMG_01222IMG_0111IMG_01122IMG_0114

Vollpension ในภาษาเยอรมันแปลได้ว่า ‘วัยเกษียณ’  ซึ่งคอนเซ็ปต์ของคาเฟ่วัยเกษียณแห่งนี้คือการรับคุณตาคุณยายวัยเกษียณเข้ามาทำงานกับคนรุ่นใหม่ มันคือคนทำงานสองวัยที่เติมช่องว่างให้กันและกัน คุยกับคุณตาคนหนึ่งที่เป็นพนักงาน คุณตาเล่าว่ามาทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่ได้เงินชั่วโมงละ9ยูโร ทำตกห้าชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสำหรับคุณตาแล้ว เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักที่เลือกมามาทำที่นี่ เพราะทุกวันนี้ก็ได้เงินบำนาญจากรัฐอยู่แล้ว ( คนออสเตรียเสียภาษี 35-40% จากเงินเดือน พอเกษียณแล้ว บำนาญเลยมากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้) แต่การมาที่นี่มันได้เพื่อนได้สังคมของคนที่เข้าอกเข้าใจกัน เวลาเดินเข้าร้านนี้ เราจะได้กลิ่นขนมอบใหม่หอมคลุ้งไปทั้งร้านซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของคุณยายแต่ละคนที่มีเทคนิคในการทำติดตัวมาตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาเป็นพนักงาน ทีมอบขนมที่นี่มีทั้งหมด15คน แบ่งกะมาทำวันละห้าคน นั่นหมายถึงจะมีขนมเค้กห้าชนิดต่างสูตรจากคุณยายห้าคนในแต่ละวัน

IMG_0057IMG_0032IMG_008000IMG_0066IMG_0054IMG_0042

จริงอยู่ที่หนัง Before sunrise ทำให้ก้าวแรกของฉันในเวียนนารู้สึกถึงความคุ้นเคยไม่แปลกแยก เพราะฉันได้รู้จักสถานที่หลายๆแห่งในเวียนนาก็จากหนังเรื่องนี้นี่ละ แต่ในช่วงสิบกว่าวันบนถนนในเมืองเวียนนา ฉันเองก็ได้ค้นพบความรู้สึกใหม่ๆจากสองข้างทางที่ในหนังไม่ได้บอกเอาไว้

..  มันไม่ใช่บรรยากาศโรแมนติกที่ฉันได้แรงบันดาลใจมาจากบทสนทนาในหนัง Before sunrise ที่ดูทีไร มือข้างหนึ่งฉันต้องคอยจิกผ้าห่มไปด้วย ..

.. ไม่ใช่ฉาก one night stand ของเจซซี่และเซรีน ..

.. ไม่ใช่ความรู้สึกของการนั่งถามตอบตัวเองว่าโลกของความจริงจะเกิดขึ้นได้แบบในหนังไหม ..

แต่กลิ่นอากาศของเวียนนาที่อยู่รอบตัวฉันและบุคลิคลักษณะของคนเวียนนาที่แตกต่างกันออกไปทำให้ฉันนึกถึงคำว่า ‘ตัวละคร’ รวมไปถึงเสียงความสุนทรีย์จากนักดนตรีเปิดหมวกข้างถนนที่กระจายตัวทำงานอยู่ทั่วทุกจุดของเมืองสร้างความรื่นรมย์ ลั้นลา ปลอดภัยให้กับฉัน ซึ่งถึงแม้จะเดินกลางซอยเปลี่ยวในช่วงตีสองตีสามก็ไม่ได้รู้สึกว่าเวียนนาอันตรายอะไร ตรงกันข้าม มันโรแมนติกมากเสียด้วยซ้ำ

และฉันยังคงเชื่อในเรื่อง connection

แม้ว่าเขาคนนั้นอาจจะไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้เลยก็ตาม

เวียนนา หลับตาเดินยังโรแมนติกจริงๆนะ

IMG_0002

#iflythai  #thaiairways #viennatourism

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s