มองชีวิตที่รอดตายแบบ ชลิต นาคพะวัน

img_7705img_7676

เรากำลังอยู่ในยุคมอนิเตอร์เคลื่อนที่ โลกนี้ไม่มีความลับ ตราบใดที่ตัวอักษร ภาพถ่าย หรือคลิปที่เราเป็นผู้โพสต์เองกับมือ ได้กระโดดลงไปอยู่ในโลกโซเชียลแล้ว อย่าได้หวังความเป็นส่วนตัว เพราะมันจะเป็นเหตุผลที่อ้างไม่ขึ้น  ข่าวไหนกำลังมา ข่าวที่ว่า จะถูกจับไปเล่นต่อในมิติต่างๆ โหดบ้าง ตลกบ้าง อเนจอนาถ สะใจ ขุดงัด กัดจิก

.. เหยื่อ  …

ฉันเห็นเหยื่อเต็มไปหมด

และหลายครั้งที่ฉันเองก็น่าจะเคยตกเป็นเหยื่อกับเขา ทั้งรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เหมือนกัน

บ่ายวันหนึ่ง ขณะใช้เฟซบุ๊กอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พร้อมฟีดข่าวในกระแสที่กำลังมาแรงมากได้ถูกต่อยอดผลิดอกออกผลอย่างรวดเร็ว ชนิดใครคิดมุขได้ก่อน คนนั้นชนะ

ข่าวการใช้ความรุนแรงถูกต่อยอดไปเป็นมิวสิควิดิโอ

ข่าวการใช้ความรุนแรงถูกหยิบไปกระหน่ำซ้ำ ย้ำให้ตาย กับความเลวร้ายของจำเลย

ข่าวการใช้ความรุนแรงถูกนำไปสร้างมุขฮา เพื่อสร้างตัวตน และยอดไลค์อย่างรัวๆ

ข่าวการใช้ความรุนแรงถูกนำไปหาประโยชน์ต่อทางการตลาดของแม่ค้าพ่อค้า

.. พอเถอะ  ฉันปิดคอมพ์ ..

เช้าวันต่อมา ฉันงดการใช้ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหมด ยกโทรศัพท์โทรหาพี่คนหนึ่ง ‘พี่  เราเห็นเหยื่อเต็มไปหมด สังคมกำลังเสื่อม ทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่เนี่ย’

ชลิต นาคพะวัน  ศิลปินรุ่นใหญ่ ซึ่งเพิ่งรอดตายมาหมาดๆ จากการโดนมอเตอร์ไซด์ชนเข้าอย่างแรงที่กลางถนนหน้าบ้านตอนตีสอง ล้มหัวฟาดเข้ากับลูกระนาด เลือดกระจายเต็มพื้น หมดสติในทันที และเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดสมองสองรอบ พร้อมขากำลังเข้าเฝือกใส่เหล็กอยู่หนึ่งข้าง กินยาทีเป็นกำๆ นึกว่าลูกกวาด ส่งเสียงหัวเราะเบาๆจากปลายสาย แกคงนึกในใจ ‘อะไรของมัน’

บ่ายวันถัดมา ฉันขับรถไปที่บ้านพักตากอากาศริมทะเลในจังหวัดเพชรบุรีของครูชลิต ผู้ตั้งสรรพนามในช่วงนี้ให้กับตัวเองว่า ‘ผู้ป่วยจากอุบัติเหตุรุนแรง’ ครูชลิตอยู่ในผมทรงใหม่ สั้นติดหนังศรีษะไฉไลและเด็กกว่าเดิม ซึ่งจากสภาพที่เห็นแล้ว ผู้ป่วยออกแนวลั้นลามาก ไม่ค่อยอยู่กับที่ ไปนู่นที ไปนี่ที ฉันไม่เห็นความป่วยทางแววตาหรือความคิดความเศร้าใดๆเลย จะมีก็แต่รูปร่างที่ผอมบางลงพร้อมเพื่อนคู่กายคนใหม่เป็นไม้เท้าค้ำยัน ไปไหนไปกัน รักนิรันดร์  เราจากกันไม่ได้

แล้วบทสนทนาระหว่างฉันกับครูชลิตก็เริ่มขึ้น โดยมีเพลงเก็บไว้ของพี่โอ๋ ธีร์ ไชยเดช จาก youtube ดังคลอมาเบาๆ

.. ให้ตายเถอะ ฉันรักเสียงผู้ชายคนนี้ ..

img_7706img_7730

365       :   แวบแรกที่ลืมตาขึ้นมาในห้องไอซียู ความรู้สึกมันเป็นยังไงอะพี่ ?

ครูชลิต   :   ตื่นมาก็เมาสิ เมามอร์ฟีน แต่ไม่รู้สึกเจ็บปวดหรอก มันแค่มึนๆ หนักๆ เจอหน้าเพื่อนยืนอยู่ข้างเตียงก็เลือนๆลางๆ จำบางคนไม่ได้ แต่ไอ้คนที่พอจำได้ เราก็ถามเขา ‘เฮ้ย มึงมาทำอะไรแถวนี้วะ’ (ฮา) .. เพื่อนบอก ‘กูก็มาเยี่ยมมึงนั่นละ’.. คราวนี้เพื่อนย้อนถามกลับเรา ‘แล้วมึงรู้เปล่าเนี่ยว่ามึงเป็นอะไร’.. เราก็บอกแบบมึนๆ ‘อ๋อ หัวแตก’ (ฮา) .. คือต้องบอกว่าตอนนั้น เราไม่ได้คิดเลยนะว่าสิ่งที่เราเพิ่งเจอมา มันเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาก เพราะตอนนั้นมันเบลอไปหมด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกรถชน เพราะตอนโดนชน มันคือล้มหัวฟาดกับลูกระนาดถนนสลบไปเลย ไม่รู้ความเจ็บปวด ไม่มีภาพตอนโดนชนอะไรในหัว จนตื่นมา ถึงเพิ่งจะมารู้จากเพื่อนเล่าให้ฟังนี่ละ แต่เราก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีแบบนี้นะ เพราะเราเป็นคนรอบคอบ จะข้ามถนนทีนี่ ต้องมองซ้ายมองขวา แต่วันนั้นอาจจะเพราะเรานอนน้อย มันยังเจ็ทแลคอยู่ เพราะเพิ่งไปเที่ยวอียิปต์กลับมา แต่การเจ็บป่วยครั้งนี้ มันก็ทำให้ได้รู้สึกนะว่าชีวิตมันก็แบบนี้ละ

365        :   นาทีแรกที่รู้ว่าตัวเองขาหัก พี่ได้จินตนาการต่อไหมว่า เฮ้ย แล้วเราจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง ถ้าไม่มีขา?

ครูชลิต   :   ไม่คิดนะ ตอนนั้นแค่รู้สึกว่าเอ๊ะ ทำไมกูขยับไม่ได้วะ (ตอนนั้นใส่เฝือกแล้ว) คือในบรรยากาศแบบนั้น บนเตียงในห้องไอซียู และความไม่แน่นอนทั้งหลายที่มันเกิดขึ้น ถ้าเป็นคนอื่น เขาก็อาจจะรู้สึกถึงคำว่ากลัวตายขึ้นมา แต่เราไม่ได้คิดอะไร มันเป็นไปได้ว่าเราอาจจะอยู่วัดบ่อย เข้าใจชีวิตพอสมควร และเราก็ไม่มีห่วง จะเป็นอะไรก็ให้เป็นไป  อีกอย่าง การที่เรามานั่งเครียดว่าจะเป็นจะตายไหม มันไม่มีความสุขหรอก เอาที่มันอยู่ตรงหน้า ณ ตรงนั้นให้ได้ก่อนเถอะ แฮปปี้กับมันให้ได้

365        :    จริงเหรอพี่  ? แต่ความกลัวมันห้ามกันยากนะ โดยเฉพาะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบมโนไม่สิ้นสุด แล้วในสภาพที่พี่ตื่นขึ้นมา ขาก็หัก ผมก็ต้องตัดออกไป สมองก็เพิ่งผ่าไปหนึ่งรอบและกำลังจะโดนอีกรอบ (เพราะในตอนนั้น เกิดเลือดคั่ง) ขาก็ขยับไม่ได้ ในภาวะนั้น พี่ปล่อยวางได้จริงๆเหรอ

ครูชลิต    :   มันอาจจะเพราะเราทำงานกับคนพิการมาเยอะ เห็นตั้งแต่คนนั่งวิวแชร์ คนมีแค่ครึ่งตัว เราเจอคนพวกนี้มาเยอะมาก ซึ่งถ้าเขายังอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ อะไรมันจะเป็น มันก็ต้องเป็น เราห้ามอะไรไม่ได้หรอก ได้แค่ไหนก็แค่นั้น คนเรามันไม่มีความแน่นอน ก็เหมือนต้นไม้ เหมือนทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้ที่มีวันเหี่ยวเฉา มีวันหมดอายุความ มันก็เป็นไปตามอายุไข เกิดแก่เจ็บตาย ตัวเราเอง ถึงไม่เจออุบัติเหตุคราวนี้ วันหนึ่งข้างหน้าเราก็ต้องแก่ ตาเราอาจจะใช้การได้ไม่ดี การเดินของเราก็อาจจะย่ำแย่ ทุกอย่างยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้น แค่จะเป็นรูปแบบไหนแค่นั้นเอง เราเลยคิดว่าขออยู่กับตอนนี้ กับสิ่งที่เราเผชิญอยู่ตรงหน้า ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆให้ดีที่สุดแค่นั้นพอ เราไม่ได้นึกถึงความตายอะไร เพราะก็เข้าใจดีว่า ความตายมันเกิดขึ้นกับทุกคนละ แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดกับตัวเองเมื่อไหร่ และพอเรามานั่งนึกถึงความเป็นห่วงเป็นใยในชีวิตอีกว่า เราห่วงใยใครบ้าง อย่างแม่เรา ก็ยังมีพี่สาวคอยดูแล หมาแมวเราก็แก่แล้วทั้งคู่ ซึ่งเราเชื่อว่าก็คงต้องมีใครสักคนที่จะเอาไปเลี้ยง หรือของที่เรามีอยู่แต่ละอย่าง มันก็คงจะไม่ได้อยู่กับเราไปทั้งชีวิต ยิ่งโดยเฉพาะเราเพิ่งกลับจากอิยิปต์ด้วยแล้ว อิยิปต์เป็นประเทศที่ปรัชญาของเขา มักจะพูดถึงความตายตลอดเวลา เราว่าเรื่องของความตายเอง ถ้าเราเข้าใจเขาและสังวรเสมอว่า คนเราเกิดมาก็ต้องได้ตาย เราก็จะไม่ไปติดยึดว่าหน้าตาอย่างฉันจะต้องสะสวยตลอดชีวิต ต้องดูดีไม่มีริ้วรอยแบบนั้นแบบนี้ เพราะยังไง วันหนึ่งเราก็ต้องหัวหงอก ฟันหลุด หรือความจำก็ต้องสั้นลงไปตามสภาพ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องปกติ พอเข้าใจความไม่ยึดมั่นถือมั่นได้ ความทุกข์มันก็จะน้อยลง ถามว่าตอนป่วยเราทุกข์ไหม เราทุกข์น้อยนะ เราไม่มานั่งถามหรือสงสัยว่า ‘เฮ้ย  เมื่อไหร่จะหายวะ’ หรือ ‘ทำไมชีวิตกูมันแย่ขนาดนี้วะ’ แต่เรากลับรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มันก็ดีนะ มันอาจจะช่วยให้เราได้สร้างปรัชญาชีวิตอะไรบางอย่าง หรือสร้างความเข้าใจชีวิตมากขึ้นก็ได้ img_7673img_7786img_7755-2-editedimg_7722

365        :   วันเกิดเหตุการณ์ เห็นฟีดข่าวพี่เต็มเฟซบุ๊กเลย ตอนนั้นเรายังคิดอยู่เลยว่า ถ้าเป็นเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เราจะรู้สึกยังไง เพราะไอ้ขาเนี่ยไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอมันมีเรื่องของสมองด้วย ถ้าเป็นเรา เราคง alert

ครูชลิต    :  โอ้ย ไม่เลย เราไม่กังวลอะไรเลย ไอ้คนมาเยี่ยมยังถามเลยว่า ‘โหพี่ ทำไมพี่ร่าเริงจัง พี่ไม่รู้สึกเลยเหรอว่าทำไมกูต้องมาเจอแบบนี้วะ’ ซึ่งเราเองไม่เคยนะ เราไม่เคยรู้สึกว่าทำไมชีวิตต้องซวยแบบนี้ เพราะทุกอย่างมันก็แค่เกิดขึ้นเองไปตามสิ่งที่มันต้องเป็น เราเองอาจจะบกพร่องในการข้ามถนน เพราะปกติเวลาเพื่อนมาส่งบ้าน จะไม่ยอมให้เราลงฝั่งตรงข้ามหรอกนะ เขาจะขับมาจอดส่งฟากเดียวกับบ้าน แถมมันจะคอยส่องดูด้วยว่า เราเข้าบ้านดีหรือยัง เพื่อนบางคนจะขับเข้ามาส่งถึงในบ้านเลยด้วยซ้ำ แต่ไอ้คืนที่เกิดอุบัติเหตุนั่น เราดันเกรงใจคนขับแท็กซี่ เพราะถ้าเขาจะต้องมาส่งเราถึงหน้าบ้าน เขาก็ต้องไปกลับรถมาอีก ทั้งหมดนี้ มันเป็นความบกพร่องของเราเองที่ดันไปเกรงใจเขาในเรื่องนี้ นี่ก็กะว่าจากนี้ไป ถ้ากลับบ้าน ไม่ว่าจะนั่งรถใครกลับมาก็เถอะ ยังไงมึงก็ต้องส่งกูให้ถึงหน้าประตูบ้านนะ

365       :    ตั้งแต่วันเกิดเหตุจนวันนี้ พี่เคยคิดเสียดายเวลาไหม เพราะพอป่วยแบบนี้ ก็มีหลายอย่างที่พี่ยังไม่สามารถทำได้

ครูชลิต   :   ไม่คิด เพราะตัวพี่เองเป็นคนที่เวลาทำอะไรแล้ว จะคิดว่าเราทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่เคยคิดว่ากูจะต้องไปถึงจุดใหญ่โตที่วางไว้ อย่างการทำงานศิลปะที่ผ่านมาของเรา เราก็ทำเต็มที่ของเรา แฮปปี้แบบเรา ไม่เคยคิดว่า โอ้โห ฉันจะต้องไปถึงระดับถวัลย์ เป็นเจ้าอาณาจักร เป็นที่ยอมรับ หรือต้องเป็นศิลปินอินเตอร์ที่มีคนรู้จักทั่วโลก เราแค่ทำในสิ่งที่เราทำได้แบบพอดี เพราะการทำแบบเกินพอดีก็ไม่มีความสุข เราเอาแค่สิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าให้ได้พอดี แค่นี้ก็พอแล้ว จนพอเรามีพลัง เราก็ค่อยทำมันอีก แล้วทุกอย่างมันจะมาเอง แต่อย่าถึงกับต้องคอยนั่งคิดว่า นู่น .. ฉันจะต้องยิ่งใหญ่ไปถึงระดับภูเขาหิมาลัย เพราะไอ้ความคาดหวังแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้เราดีหรอก ตรงกันข้าม มันจะทำให้เราทุกข์เพิ่ม มีเพื่อนเราหลายคนนะ ที่วางแผนให้ตัวเองไปถึงจุดเทพเจ้าที่สูงมาก ซึ่งสำหรับเรา เราว่าต้องลองถามตัวเองก่อนว่า ‘แค่ไหนคือความสุขที่แท้จริง’ บางทีความสุขเล็กๆน้อยๆ ง่ายๆ นี่ละคือความสุขที่แท้จริง อาณาจักรอันใหญ่โตที่อะไรก็ของฉัน มันอาจจะไม่ใช่ความสุขจริงๆก็ได้ การที่คุณใช้เวลากับเรื่องที่ฉันต้องยิ่งใหญ่ตลอด มันเหนื่อยนะ เพราะคุณต้องควบคุมมันให้ได้อย่างที่คุณอยากให้เป็น นั่นละโคตรทุกข์เลย ทำอะไรทุกอย่างต้องทำด้วยความสุข แล้วความสุขเล็กๆที่ทำซ้ำบ่อย ๆ มันจะใหญ่ขึ้นมาเอง

365       :    พี่มีหนี้ไหม ? เราว่าคนเรา ถ้าเกิดอุบัติเหตุแรงๆสักครั้งในชีวิตขึ้นมา แล้วดันมีภาระหนี้แบกไว้ด้วย มันจะเป็นช่วงเวลาที่โหดมากเลยนะ ไหนจะค่ารักษาเหยียบล้าน ค่าใช้จ่ายตัวเอง ไหนจะหนี้อีก

ครูชลิต   :   สิ่งแรกที่พี่ไม่อยากมีที่สุดคือหนี้ ไม่เอาเลยเรื่องนี้ ยืมเงินคนไม่ยืม ยืมได้คนเดียวคือพี่สาวเพราะญาติกัน  แล้วยืมแปบเดียวเท่านั้นละ สองวันก็คืนแล้ว แต่ประเภทไปสร้างหนี้สร้างสินเอาไว้ พี่ไม่เอา มันเป็นทุกข์

365        :   เราว่าพี่เป็นคนที่โชคดีมากในเรื่องมิตรนะ พี่มีเพื่อนดีอยู่รอบตัวเต็มไปหมดเลย เอาแค่ช่วงอุบัติเหตุ เราเห็นใครต่อใครยื่นมือเข้ามาช่วยพี่เต็มกำลังแบบไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ขนาดคนที่ไม่ดีในสายตาคนอื่น  เขาก็ยังดีกับพี่

ครูชลิต   :   อาจจะเพราะในสัมพันธ์ระหว่างตัวเราเองกับใครก็ตาม เราไม่เคยมองว่าเขาเป็นศัตรู บางเรื่อง เราอาจจะไม่ได้ชอบในสิ่งที่เขาทำหรือเขาเป็น แต่เราก็ใช้วิธีออกความเห็น วิจารณ์กันตรงๆแบบมนุษย์ด้วยกัน เราไม่ได้สนใจว่าเขาจะเลวร้าย หรือจะเหมือน  หรือจะตรงกันข้ามอะไรกับเราหรือเปล่า เพราะโลกนี้มันมีชนิดของคนหลากประเภทผสมปะปนกันอยู่ แต่ถ้าเขาทำอะไรไม่ถูกต้อง เราก็ต้องออกมาคัดค้าน ไม่ใช่เพื่อสร้างความเป็นศัตรูกัน แต่เพื่อบอกว่าอะไรมันดีที่สุดต่อสังคม เพราะอะไรที่จะทำให้สังคมเสื่อม เราก็รับไม่ได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าเราเก็บความรู้สึก ไม่พูดไม่บอก แล้วหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่คนเดียว มันก็ไม่ได้อะไร สู้บอกตรงๆด้วยเหตุผลกันไปเลยต่อหน้าดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ไปวิพากษ์วิจารณ์ เที่ยวว่าคนอื่นเขาส่งเดชนะ แต่ก่อน เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่พอเปิดเฟซบุ๊กมา ถ้าเจออะไรที่มันไม่สร้างสรรค์กับโลก เราจะหงุดหงิดนู่นนี่นั่น แต่ตั้งแต่เรามาทำงานเพื่อการกุศล ทำงานกับคนพิการเยอะ เรารู้สึกเลยว่าความหงุดหงิดเหล่านั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับชีวิตเราเลย เสียเวลา ลงมือทำดีกว่า ถ้าอยากให้สังคมมันดีขึ้น ให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องลงมือทำในสิ่งที่มีประโยชน์กับสังคม ให้มากขึ้น เริ่มจากจุดเล็กๆก็ได้ เดี๋ยวทำไปเรื่อยๆ ก็มีพวกมีเพื่อนที่เห็นด้วยกับเรา ตามมาเองละ ทำในสิ่งที่มันจะเจริญดีกว่านั่งวิพากษ์วิจารณ์โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ถ้าจะวิพากษ์วิจารณ์ ก็ต้องมีเหตุผล มีความแน่นในข้อมูล เพราะชีวิต มึงจะด่าอย่างเดียวไม่ได้ คนเก่งจริงต้องทำงานimg_7715pat1img_7709

365       :    พอผ่านประสบการณ์ ‘รอดตาย’ มาได้แล้ว พี่มองเวลาของการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ยังไงบ้าง?

ครูชลิต   :  ไอ้รอดหรือไม่รอดนี่ไม่ได้คิดนะ แต่มันคือโอกาสที่ทำให้เราได้ผ่านประสบการณ์เรื่องนี้มาแล้ว ซึ่งเอาเข้าจริงความเจ็บปวด ความไม่ปลอดภัย หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุมันก็เกิดได้กับทุกคนละ อย่างไอ้ความเจ็บความปวดของเราที่เกิดขึ้นตั้งแต่การผ่าตัดจนวันนี้ มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่านี่ช่างเป็นเรื่องน่าอาภัพของเราเหลือเกิน แต่เรากลับมองว่า ความเจ็บปวดเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ นั่นก็แปลว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร มันอาจจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นด้วยซ้ำ ในชีวิตคนเราเนี่ย เรื่องดีกับเรื่องไม่ดีมันมีเข้ามาคู่กันตลอดละ ฉะนั้น ถ้าจะต้องมีเรื่องไม่ดีเข้ามาในชีวิตวันไหน ก็ปล่อยให้มันเกิดไป อย่าเอามาเป็นสาระ มันมาแล้วเดี๋ยวมันก็ไป แต่ส่วนไอ้สิ่งที่ดีที่เข้ามาต่างหาก ที่เราควรจะคิดว่า เราจะเก็บมันไว้ได้ยังไง และจะต่อยอดการใช้ชีวิตต่อไปยังไง สำหรับเรา สิ่งดีที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือความมั่นคงในจิตใจ มีความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น และก็ยังสดใสกว่าเดิม และอาจจะสดใสมากขึ้น

.. เวลาเรามีปัญหาอะไร  เราจะคิดตลอดว่า เกิดมาก็ต้องเจ็บ เจ็บแล้วก็แก่ แก่แล้วก็ตาย เมื่อเราเข้าใจแบบนี้แล้ว มันก็คือเรื่องปกติ ส่วนจะไปช้าไปเร็ว นั่นก็อีกเรื่อง แต่ถ้าบางสิ่งในอากาศ เขาเห็นว่าการมีชีวิตอยู่ของเรา มันจะสามารถช่วยทำให้สังคมนี้ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะการสร้างสรรค์ในเรื่องราวของเด็ก หรือการให้โอกาสคนพิการ เขาก็คงยังอยากให้เราอยู่ต่อละ

365      :    พี่เสียดายผมไหม อยู่กับผมยาวมาตั้งนาน ?

ครูชลิต  :   ไม่นะ เราว่าตัดผมนี่มันก็สบายดีนิหว่า เย็นดี คือตัวพี่เอง เวลาที่เจอปัญหาอะไรที่มันจะทำให้เราสูญเสียความมั่นคงทางจิตใจ พี่จะมองอีกด้านไปเลยว่า เออก็ดีนิหว่า กูไว้ผมยาวมาตั้งนานแล้ว เปลี่ยนบ้างก็ดูดีนะ แต่ก่อนตอนผมยาว ต้องสระทุกวัน พอสระเสร็จต้องรอเป่าแห้งอีก สั้นแบบนี้ก็ดี ไม่ต้องรออะไร สบายหัว ไม่ต้องมานั่งเกล้าผม  คนเราเวลามีปัญหาอะไร อย่าไปนั่งจมว่ามันแย่ แต่ให้มองว่า ‘เออวะ มันก็มีดีนะ ไม่เลวทีเดียว’

img_7685img_7793img_7699

บทสนทนาของฉันกับครูชลิตจบลงในช่วงบ่ายแก่ๆ ซึ่งฉันยังมีอีกหนึ่งธุระในกรุงเทพต้องรีบกลับมาทำ ระหว่างทางขับรถ ฉันรู้สึกนึกขอบคุณประสบการณ์ชีวิตในเรื่องราวของใครหลายคนที่มักช่วยเป็นกระจกเงาบานใหญ่ให้ฉันได้กลับมาสำรวจตัวเอง มนุษย์มักทำทุกวิถีทางเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ ในขณะที่บ่อยครั้งของการได้มีชีวิตนั้น เรากลับใช้มันอย่างไร้ค่าด้วยเวลาที่สูญเปล่า

.. หากสำรวจตราชั่งชีวิตทุกวันนี้..

.. คุณเห็นตัวเองเยอะแค่ไหน ..

..  หรือมองคนอื่นมากกว่า ? ..

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s