จอยรักคลับ ชุมชนศิลปะในป่าคอนกรีต

‘เข้ากูเกิลดิ’ กลายเป็นความคิดแรก เมื่อเราต้องการคำตอบอะไรสักอย่างจากโลกใบนี้ แต่สิ่งที่กูเกิลหาไม่เจอแน่ๆ คือ ‘ประสบการณ์ตรงของตัวฉัน’ กูเกิลย่นเวลาให้เราได้เจอคำตอบ ทั้งจากข้อเท็จจริงที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และผลจากการตัดสินของคนอื่นว่า ชอบ ไม่ชอบ ใช่ ไม่ใช่ แล้วแต่ประสบการณ์ชีวิต ความเชื่อและพื้นเพเดิมของประชากรโลกแต่ละคน จะนำทางกันไป

แต่เอาเข้าจริง มีใครในโลกที่เหมือนกันได้บ้าง ?

แค่กินผัดไทย เรายังใส่ไข่ ไม่ใส่ไข่ ใส่เต้าหู้ หรือเขี่ยเต้าหู้ออก ไม่เหมือนกันเลย

ประสบการณ์ตรงเท่านั้น  แน่นอนที่สุด

img_5909

ตัวฉันเอง มีความสนใจในประเทศอินเดีย เรียกว่าไปบ่อยมาก จนกลายเป็นบ้านที่สอง ยิ่งไปมาก ยิ่งรู้มาก พอรู้มาก ก็ยิ่งอยากรู้เข้าไปอีก และความแปลก ที่มักเกิดขึ้นกับมนุษย์คือ เมื่อเราเป็นคนลักษณะเช่นไร ก็จะมีพลังงานบางอย่าง คอยดึงดูดคนที่คล้ายๆกับเรา ให้ต้องมาอยู่ในวงจรเดียวกัน ฉันรู้จัก ‘จอยรักคลับ’ มานาน เห็นความเคลื่อนไหวในกิจกรรมทางศิลปะของชุมชนแห่งนี้มาตลอด จำได้ว่า ตั้งแต่แรกคลิ้ก ฉันได้กลิ่นแขก กลิ่นอินเดียมันชัดมาก บอกไม่ถูกว่าคืออะไร จนวันหนึ่ง ฉันมีโอกาสได้แวะมาที่นี่

กลิ่นกำยานเบาๆ กับซาวด์เพลงอินเดียคลาสสิก ลอยมาจากหลังบานประตูกระจก

นี่ ถ้ามีเสียงบีบแตร รถเข็นขายเครื่องเทศ และแขกตะโกนไล่ฉันให้หลบทางตรงหน้าถนนสักหน่อย  โอ้โห ใช่เลย

img_5889img_5897

img_5855

โอ๋ เป็นผู้ก่อตั้งและสร้างสรรค์ ‘จอยรักคลับ’ เรียนจบอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความสนใจในปรัชญาการศึกษา เคยไปใช้ชีวิต และเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศานตินิเกตัน ประเทศอินเดีย นานสามปี โดยก่อนหน้า ยังได้ทุนเรียนภาษาฮินดีอยู่ที่เมืองอัคราอีกหนึ่งปี พูดถึงอินเดียแล้ว หลายคนร้องยี้ ให้ไปเที่ยวแวบๆพอได้ แต่ถ้าให้ไปอยู่เป็นปีๆ ไม่ไหวแน่ แต่สำหรับโอ๋  อินเดียไม่ใช่เรื่องของการไปขี่อูฐ วิ่งหลบหลังต้นไม้ หรือยืนโพสต์ท่าบังคับ ถ่ายรูปหน้าทัชมาฮาล แต่มันคือกระบวนการเรียนรู้ชีวิตของจริง ที่ให้เวลาเราได้อยู่กับตัวเอง ได้ถามตอบในความคิดความรู้สึก ที่เป็นเนื้อแท้ของเราจริงๆ อินเดียสอนอย่างรุนแรงในเรื่องความอัตขัต มันคือการอยู่กับความจำเป็นหรือไม่จำเป็น เป็นเรื่องของมนุษย์ปะทะมนุษย์ ที่ต้องมีเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด อย่างที่ในหนังสือหลายๆเล่ม ตีไข่ใส่กันเอาไว้ ที่สำคัญ อินเดียเป็นโรงเรียนดัดนิสัย ที่สอนให้เราเห็นในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน

สมัยเมื่อช่วงอายุยี่สิบต้นๆ โอ๋เคยเป็นตัวแทนเยาวชนรุ่นแรกของโครงการบ้านพักเยาวชน ไปเทรคกิ้งขึ้นภูเขาหิมาลัยสองอาทิตย์ มันคือการค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป กับข้าวของในกระเป๋าบนหลังเท่าที่จำเป็น สู่ความสูงระดับเหนือน้ำทะเล ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก ไม่มีที่อาบน้ำ ไม่มีอะไรทั้งนั้น ถ้าน้ำดื่มหมด ก็ต้องดื่มจากน้ำตก ซึ่งต้องหยอดเม็ดฆ่าเชื้อลงไปก่อน มันคือการเอาชนะใจตัวเอง ท่ามกลางช่วงเวลาของการเดินแถว ย่ำเท้าบนหิมะ

“เฮ้ย ประเทศนี้ มันขนาดนี้เลยเหรอ สวยจริง บ้าแล้ว เห็นแค่นี้ กูตายได้แล้ว”

โอ๋ยังคงจำความตื่นเต้นของช่วงเวลาเมื่อสิบกว่าปีก่อนได้  เธอเลื่อนภาพถ่ายจากการปีนเขา ตั้งแต่เมื่อปี 2001 ให้ฉันดู

78

หลังกลับจากหิมาลัย โอ๋ผ่านช่วงชีวิตของการทำงานในที่ต่างๆ เธอเคยเป็นครู และพบว่า อาชีพครูที่ต้องยืนสอนเด็กๆอยู่ในห้องเรียนนั้น มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ และท้าท้ายจิตใต้สำนึกของมนุษย์มาก ‘ครูที่ดี จะนำทางเด็กไปในทิศทางที่ดี’ จนวันหนึ่ง โอ๋มีโอกาสได้อ่านหนังสือปรัชญาการศึกษาของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ซี่งเป็นผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยศานตินิเกตัน และอิทธิพลของหนังสือเพียงเล่มเดียวนั่น ก็ทำให้โอ๋ตัดสินใจไปเรียนปรัชญาการศึกษาเพิ่ม ที่มหาวิทยาลัยใต้ต้นไม้ ในเมืองกัลกัตตา

“แต่เราไม่ได้อยากไปเรียนเพิ่ม เพื่อเป็นครูนะ เราอยากไปเรียนเพื่อทำความรู้จักกับโมเดลบางอย่าง ที่วันหนึ่ง เราอาจจะหยิบมาใช้ เพื่อสร้างโรงเรียนของเราเอง เราอยากเป็นเจ้าของโรงเรียน แก่ๆไป เราก็อยากทำงานศิลปะ งานคราฟท์”

การวางแผนชีวิตให้ตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็มีเหมือนกัน ที่หลายคน ซึ่งไม่เคยวางแผนอะไรมาก่อนเลย กระทั่งจนวันหนึ่ง เมื่อต้องฝึกวางขึ้นมาก็ เฮ้ย ทำตัวไม่ถูก ไม่มั่นใจ กลัวว่าการวางแผนจะเข้ามายึดพื้นที่ ทำให้ทุกอย่างไม่สามารถขยับได้ตามแต่อารมณ์จะพาไป อย่างที่เคยเป็น ทว่า พอคนเราอายุมากขึ้น เวลาก็วิ่งเร็วขึ้นด้วย การวางแผนกับเรื่องบางเรื่อง ก็น่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น  อายุ 27 ของโอ๋ กับความคิดที่อยากจะไปเรียนเพิ่มที่อินเดียในตอนนั้น ถือว่าไม่น้อยแล้ว แต่ข้อดีคือ มันเป็นช่วงวัยที่เราพอจะแยกแยะออก ระหว่างความเพ้อฝัน กับเส้นทางที่จะนำพาเราไปสู่ชีวิตจริง อย่างมีเป้าหมาย

ระหว่างกิจกรรมเวิร์คช็อปปักผ้าอินเดีย ที่มีครูไทยสวมชุดส่าหรีกำลังเดินกรุยกราย สอนปักผ้าแขก อย่างออกรสออกชาดอยู่นั้น ฉันนั่งคุยกับโอ๋ด้วยเสียงที่เบาที่สุด จนแทบจะกระซิบอยู่แล้ว อยู่ที่อีกห้อง ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งเชื่อมถึงกัน โดยมีเพียงม่านบานพับ กั้นเอาไว้ โอ๋หยิบงานปักผ้าแนวทดลองของเธอ ที่กำลังคืบหน้ามาให้ฉันดู วิธีที่เธอเล่นกับผ้า โดยไม่มีกับดักความคิดใดๆมาครอบ ทำให้ฉันนึกถึงช่างเย็บผ้าตามตลาดในอินเดีย ที่สามารถด้นสด ถีบจักรรัว เย็บกางเกงให้เราได้ แบบไม่ต้องขึ้นแพทเทิร์นก่อนด้วยซ้ำ แถมใช้เวลาแค่สองชั่วโมงอีกแหนะ

ใครไปอินเดีย แนะนำมาก ๆ  ช่างเย็บผ้าประเทศนี้  อินเครดิเบิ้ล

img_5905img_5605img_5915

img_5918

หนึ่งในปรัชญาการศึกษาของศานตินิเกตัน คือเริ่มเรียนแต่เช้าตรู่ เพราะช่วงเวลาเช้า คือช่วงเวลาที่ทุกอย่างเปิดและ จักรวาลพร้อมจะโอบอุ้ม รวมทั้งลูกหลานของชาวนา ที่เข้ามาเรียนในสถาบัน ก็จะได้มีเวลา วิ่งกลับบ้านไปช่วยพ่อแม่ ทำนาทำไร่  มหาวิทยาลัยวิศวะภารตี  (วิศวะแปลว่าสากล  ภารตีแปลว่าอินเดีย) หรือในอีกชื่อ คือศานตินิเกตัน ถูกวางรากฐานให้ตะวันตกได้พบกับตะวันออก โดยที่ตัวรพินทรนาถ เอง เกิดในยุคที่อังกฤษเข้ามาครอบครอง ต้องใส่สูทผูกไทไปโรงเรียน นั่งท่องบทอาขยาน ร้องปาวๆๆ ‘ twinkle twinkle little star …’ กันไป แต่กลับไม่รู้ความหมายอะไรเลย กระทั่งเมื่อจังหวะและโอกาสมาถึง รพินทรนาถจึงปฏิรูปการศึกษา ด้วยความเชื่อว่า การศึกษาคือการกลับไปหา ‘กูรูกุล’ อันหมายถึง ระบบการศึกษาแบบอินเดียโบราณ ที่เวลานักเรียนสนใจทางศาสตร์ไหน ก็ต้องไปหาเรียน ไปขลุกตัวอยู่กับครูที่เดินอยู่บนเส้นทางอาชีพนั้นจริงๆ ฉะนั้น มหาวิทยาลัยศานตินิเกตัน จึงเป็นโมเดลในการทดลองปฏิรูปการศึกษา ไม่มีห้องเรียน ใช้วิธีเรียนตามใต้ต้นไม้ การเรียนการสอนเป็นไปแบบพี่สอนน้อง เด็กๆเรียกครูผู้ชายว่าดาด้า เรียกครูผู้หญิงว่าดีดี้ ในช่วงเวลาสามปี ที่โอ๋ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น จนได้ทั้งประกาศนียบัตร และใบปริญญา จากคณะจิตรกรรมและศึกษาศาสตร์ โอ๋มีโอกาสได้ไปฝึกสอนให้กับเด็กนักเรียนอนุบาล ซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกับมหาวิทยาลัย เด็กๆเรียกเธอว่า ‘ศรา ดีดี้’ อันมาจากคำลงท้ายชื่อจริงของเธอคือ นริศรา เมื่อถึงเวลาสอน โอ๋จะคว้าส่าหรี่ขึ้นมาใส่พันๆตัว หิ้วปิ่นโต ขึ้นขี่จักรยานไปโรงเรียน ตามอย่างที่ครูแขกปกติทั่วไปเขาทำกัน เธอใส่ส่าหรี่ผิดบ้าง ถูกบ้าง ขึ้นอยู่กับความรีบ

ความไม่สมบูรณ์มักกลายเป็นความทรงจำที่ perfect

img_5927img_5919

img_5924

img_5931

หลังเรียนจบ จนกลับจากอินเดีย โอ๋พัฒนาความคิดเดิมที่เคยอยากเปิดโรงเรียนอนุบาล มาสู่การสร้างชุมชนการเรียนรู้ จอยรักคลับ กับกิจกรรมทางศิลปะเพื่อความสมดุลของชีวิต ทั้งกาย ใจ ความคิด เสียงหัวเราะ และบางครั้ง ครูก็ลุกขึ้นมาเต้นรำ

ถามว่า การลงมือทำอะไรสักอย่างด้วยใจรัก มันพอไหม เพราะถึงจะเป็นแค่ชุมชนศิลปะเล็กๆ ก็เถอะ แต่มันก็ต้องลงทุน ไหนจะรายจ่ายประจำ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบุคลากรที่เชิญมาให้ความรู้อีก สุดท้ายแล้ว ความอยากกับความเป็นจริง มันไปด้วยกันได้ จริงไหม

“เราว่า มันเหมือนการปลูกต้นไม้ จะหวังให้ได้ดอก ได้ผลกินเลยทันที ก็คงไม่ใช่ มันต้องค่อยๆรดน้ำ พรวนดิน ให้มันโต  ต้องมีวิธีคิด วิธีออกแบบองค์ความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอด ช่วงแรกๆก็เครียดนะ หกเดือนแรก ทำๆไป เฮ้ย ทำไมมันไม่ได้อะไรเลยวะ แต่ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ จนพอเข้าปีที่สาม บรรยากาศของชุมชนขนาดเล็ก มันก็ค่อยๆเห็นเป็นรูปเป็นร่าง จนมาถึงวันนี้ ปีที่สี่แล้ว คนภายนอกมองเข้ามา อาจเห็นความจับฉ่ายในกิจกรรมของเรา ซึ่งจริงๆมันไม่จับฉ่ายนะ  มันเชื่อมโยงกันหมด”

img_5613

ปักผ้า หมักชา แกะไม้  เขียนเพลง เขียนหนังสือ พับกระดาษ ทำกิมจิ  เล่นTransformation Game เพื่อคลี่คลายหลุมดำในชีวิต และอีกมากมาย ใครสนใจร่วมกิจกรรม เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ทางศิลปะ เข้าไปที่เพจ  Joyrukclub Thailand (สถานที่ตั้ง อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี)

..ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องใส่ส่าหรีไปเรียน..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2 comments

  1. อ่านแล้ว เห็นภาพตาม แอบขำ แอบเหม็นนิดๆๆด้วย ไม่ได้อาบน้ำเนี่่ย สมัียที่เ่รียนที่ไต้หวัน เค้าปิดน้ำ ตอน 2 ทุ่ม อาจารย์ ก็สอนให้อาบน้ำ จากขวดเพียง 1 ลิตรเท่านั้น โดยใช้ผ้าถูตัว แทนสบู่

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s